ตอบว่า ถ้อยคำที่เหมือนกันของพวกอาจารย์นี้ว่า มรรคสามเบื้องบนย่อมเห็นสัจจะที่ปฐมมรรคเห็นแล้วนั่นแหละดังนี้.

แต่อาจารย์วิตัณฑวาทีกล่าวว่า มรรคสามเบื้องบนย่อมเห็นสัจจะที่ปฐมมรรคมิได้เห็น ดังนี้. พึงโต้อาจารย์วิตัณฑวาทีนั้นว่า อินทรีย์ในปฐมมรรคเป็นไฉน จงแจงมา ดังนี้ เมื่ออาจารย์วิตัณฑวาทีรู้อยู่ก็จักกล่าวว่า อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ดังนี้ แม้ท้วงว่า ในมรรคเบื้องบนเป็นอินทรีย์ไหน ดังนี้ ก็ย่อมบอกว่า อัญญินทรีย์. พึงกล่าวกะท่านวิตัณฑวาทีอีกว่า เมื่อการเห็นสัจจะที่ปฐมมรรคไม่เห็นมีอยู่ ก็จงแจกอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แม้ในมรรคเบื้องบน ดังนี้ ด้วยอาการอย่างนี้ ปัญหาของท่านก็จักสงบ.

ถามว่า ก็มรรคอย่างหนึ่งย่อมละกิเลสอย่างหนึ่ง คือย่อมละกิเลสที่ยังไม่ได้ละ มิใช่หรือ?

ตอบว่า ผิว่า มรรคอย่างหนึ่งย่อมละกิเลสดังนี้ มรรคอย่างหนึ่งก็ย่อมละกิเลสอย่างหนึ่ง ที่ยังมิได้ละไซร้ บุคคลก็พึงมีวาทะอย่างนี้ว่า มรรคสามเบื้องบนย่อมเห็นแม้สัจจะทั้งหลายที่ปฐมมรรคมิได้เห็นแล้วนั่นแหละ ดังนี้ พึงถามคำนี้ว่า ชื่อว่า สัจจะทั้งหลาย มีเท่าไร? เมื่อทราบก็จักตอบว่ามี ๔ พึงท้วงท่านว่า ในวาทะของท่าน สัจจะปรากฏถึง ๑๖ อย่าง ท่านย่อมเห็นสัจจะแม้พระพุทธเจ้าไม่ทรงเห็นแล้ว ชื่อว่ามีสัจจะมาก ท่านอย่าถือเอาอย่างนี้เลย การเห็นสัจจะที่ยังไม่เคยเห็นย่อมไม่มี แต่มรรคย่อมละกิเลสทั้งหลายที่ยังมิได้ละ ดังนี้. การอุปมาด้วยหีบรัตนะ

เล่มที่ ๓๔ ธัมมสังคณี๑,๐๒๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “มรรคจิตดวงที่ ๓”