ก็จักขุเป็นอรรถชื่อว่าทัสสนัตถะ (มีการเห็นเป็นอรรถ) โสตเป็นอรรถชื่อว่าสวนัตถะ (มีการฟังเป็นอรรถ) ฆานะเป็นอรรถชื่อว่าฆานัตถะ (มีการสูดกลิ่นเป็นอรรถ) ชิวหาเป็นอรรถชื่อว่าสายนัตถะ (มีการลิ้มรสเป็นอรรถ) กายเป็นอรรถชื่อว่าผุสนัตถะ (มีการถูกกระทบเป็นอรรถ) มโนเป็นอรรถชื่อว่าวิชานนัตถะ (มีการรู้เป็นอรรถ).

พึงทราบวินิจฉัยคำว่า มีการเห็นเป็นอรรถ เป็นต้นต่อไป

การเห็นเป็นอรรถของจักขุวิญญาณนั้น เพราะเหตุนั้น จักขุวิญญาณนั้นจึงชื่อว่าทัสสนัตถะ. จริงอยู่ การเห็นนั้นอันจักขุพึงให้สำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าทัสสนัตถะ (มีการเห็นเป็นอรรถ) แม้ในโสตวิญญาณเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ เป็นอันจบวิบากจิต ๑๖ ดวง ในวาทะของพระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกพร้อมกับวิบากจิต ๑๒ ดวง และอเหตุกจิต ๘ ดวง เพียงเท่านี้. วิบากจิต ๑๒ ดวงในวาทะพระมหาทัตตเถระ

เล่มที่ ๓๔ ธัมมสังคณี๑,๑๒๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “มหาวิบาก ๘”