เยน จกฺขุปฺปสาเทน รูปานิ สมนุปสฺสติ ปริตฺตํ สุขุมํ เอตํ โอกาสิรสมูปมํ สัตว์ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ด้วยจักขุ ประสาทรูปใด จักขุประสาทรูปนี้ เล็ก ละเอียด มีประมาณเท่าศีรษะเล็น ดังนี้.

จักษุนั้นด้วย เป็นอายตนะด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าจักขายตนะ แม้ในข้อว่า ยํ จกฺขุ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท (จักษุใดเป็นประสาทรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔) นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถการประกอบ (ทุติยาวิภัตติ). อธิบายว่า ประสาทรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นไป. ด้วยบทนี้ ท่านถือเอาจักขุประสาทเท่านั้น ปฏิเสธจักษุที่เหลือ.

ส่วนคำใดที่ตรัสไว้ในอินทริยโคจรสูตรว่า ประสาทรูปอาศัยมหาภูตรูปหนึ่งคือปฐวีธาตุ สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยภูตรูป ๓ คืออาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุเป็นต้น ในจตุปริวัตตสูตร กล่าวไว้ว่า ประสาทรูปอาศัยมหาภูตรูป ๒ คือปฐวีธาตุและอาโปธาตุ ไม่สงเคราะห์ด้วยมหาภูตรูป ๒ คือเตโชธาตุและวาโยธาตุ คำนั้นตรัสไว้โดยปริยาย.

จริงอยู่ สุตตันติกกถานี้เป็นปริยายเทศนา ก็เทศนาในสุตตันติกกถานี้ ตรัสไว้โดยปริยายนี้ว่า ประสาทรูปใดอาศัยมหาภูตรูปทั้ง ๔ ประสาทรูปนั้นก็เป็นประสาทรูปในมหาภูตรูปเหล่านั้นแต่ละอย่างๆ บ้าง แต่ละ ๒ อย่างบ้างนั่นแหละ ดังนี้.

เล่มที่ ๓๔ ธัมมสังคณี๑,๒๐๕

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “อุปาทาภาชนีย์”