รูปนี้เรียกว่าจักษุบ้าง ด้วยอรรถว่าเป็นผู้นำในการเห็น. นี้เรียกว่าจักขายตนะบ้าง ด้วยอรรถว่าเป็นถิ่นเกิดและเป็นที่ประชุมแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น. นี้เรียกว่าจักขุธาตุบ้าง ด้วยอรรถว่าความเป็นของว่างเปล่าและมิใช่สัตว์. นี้เรียกว่าจักขุนทรีย์บ้าง เพราะอรรถว่าย่อมครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการเห็น. นี้เรียกว่าโลกบ้าง ด้วยอรรถว่าต้องชำรุดทรุดโทรม. นี้เรียกว่าทวารบ้าง ด้วยอรรถว่าเป็นทางเข้าไป. นี้เรียกว่าสมุทรบ้าง ด้วยอรรถว่าให้เต็มได้ยาก. นี้เรียกว่าปัณฑระบ้าง ด้วยอรรถว่าบริสุทธิ์. นี้เรียกว่าเขตบ้าง (เกษตร) ด้วยอรรถว่าเป็นที่เกิดเฉพาะแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น. นี้เรียกว่าวัตถุบ้าง ด้วยอรรถว่าเป็นที่อาศัยแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้นเหล่านั้นนั่นแหละ. นี้เรียกว่าเนตรบ้าง เพราะอรรถว่าย่อมแสดงทางที่เสมอไม่เสมอนำอัตภาพไป. นี้เรียกว่านัยนาบ้าง ด้วยอรรถแสดงทางที่เสมอไม่เสมอนำอัตภาพไปนั้นเหมือนกัน. นี้เรียกว่าฝั่งนี้บ้าง ด้วยอรรถว่านับเนื่องด้วยกายของตน. และรูปนี้เรียกว่าสุญญคามบ้าง (บ้านว่าง) ด้วยอรรถว่าเป็นที่สาธารณะแก่สัตว์เป็นอันมาก และด้วยอรรถว่าหาเจ้าของมิได้ ดังนี้.
ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ บัณฑิตพึงประกอบชื่อ ๑๔ อย่าง มีคำว่า จกฺขุเปตํ (นี้เรียกว่า จักษุบ้าง) เป็นต้น ด้วยบท ๔ #- บท มีคำว่า ปสฺสิ วา (เห็นแล้ว) เป็นต้น แล้วพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนัยเป็นเครื่องกำหนดจักขายตนะไว้ ๔ บท ดังนี้. พึงทราบอย่างไร?
พึงทราบว่า ก็ในพระบาลีนี้ มีนัยหนึ่งนี้ว่า
สัตว์นี้เห็นแล้ว หรือเห็นอยู่ หรือจักเห็น หรือพึงเห็นซึ่งรูปอันเป็นสิ่งที่เห็นได้ และกระทบได้ ด้วยจักษุใด อันเป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้ รูปนี้เรียกว่าจักษุบ้าง ฯลฯ นี้เรียกว่าสุญญคามบ้าง (บ้านว่าง) รูปนี้นั้นเรียกว่าจักขายตนะ ดังนี้. นัยแม้ที่เหลือก็พึงทราบอย่างนี้. ____________________________ #- ๔ บทคือ ปสฺสิ วา ปสฺสติ วา ปสฺสิสติ วา ปสฺเส วา แปลว่า เห็นแล้ว หรือกำลังเห็น หรือจักเห็น หรือพึงเห็น. ว่าด้วยนิทเทสแห่งจักขายตนะ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที