บรรดาติกะเหล่านั้น พึงทราบปริตตารัมมณติกะ (บาลีข้อ ๘๙๐) ก่อน.

ในข้อว่า สพฺโพ กามาวจรสฺส วิปาโก (กามาวจรวิบากทั้งหมด) นี้ได้แก่ ทวิปัญจวิญญาณ (วิญญาณ ๑๐) ชื่อว่าธรรมมีอารมณ์เป็นปริตตะ (กามอารมณ์) เพราะอรรถาว่าอาศัยจักขุประสาทเป็นต้นแล้วเริ่มเป็นไปในธรรมคือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันต่างโดยเป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นต้น โดยแน่นอนทีเดียว. และมโนธาตุ ๒ คือ กุศลวิบากและอกุศลวิบาก ก็ชื่อว่าธรรมมีอารมณ์เป็นปริตตะ เพราะอรรถว่าอาศัยหทยวัตถุปรารภอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นนั่นแหละเป็นไปในลำดับแห่งจักขุวิญญาณเป็นต้นโดยแน่นอน.

อเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เป็นกุศลวิบาก สหรคด้วยโสมนัส ก็ชื่อว่าธรรมมีอารมณ์เป็นปริตตะ เพราะอรรถว่าปรารภอารมณ์กามาวจร ๖ มีรูปารมณ์เป็นต้น เป็นไปโดยแน่นอนคือด้วยอำนาจเป็นสันติรณะในทวาร ๕ ด้วยอำนาจเป็นตทารัมมณะในทวาร ๖.

อเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบากทั้ง ๒ ก็ชื่อว่าธรรมมีอารมณ์เป็นปริตตะ เพราะอรรถว่าปรารภกามาวจรอารมณ์ ๖ มีรูปเป็นต้นนั่นแหละโดยแน่นอน เป็นไปด้วยอำนาจสันติรณะในปัญจทวาร ด้วยอำนาจตทารัมมณะในทวาร ๖ แม้เมื่อเป็นไปด้วยอำนาจปฏิสนธิก็ย่อมกระทำปริตกรรม หรือกรรมนิมิต หรือคตินิมิตให้เป็นอารมณ์ เมื่อเป็นไปด้วยอำนาจจุติในกาลเป็นที่สุดด้วยอำนาจภวังค์ในปวัตติ ก็กระทำปริตตอารมณ์นั้นนั่นแหละให้เป็นอารมณ์.

เล่มที่ ๓๔ ธัมมสังคณี๑,๔๙๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “ติกะ”