พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม ต่อไป.

ธรรมที่ชื่อว่าสังกิเลส เพราะอรรถว่า ยังสัตว์ให้เศร้าหมอง. อธิบายว่า ย่อมเบียดเบียน คือให้สัตว์เร่าร้อน. ที่ชื่อว่าสังกิลิฏฐะ เพราะประกอบพร้อมแล้วด้วยสังกิเลส. ชื่อว่าสังกิเลสิกะ เพราะอรรถว่า ย่อมควรแก่สังกิเลสโดยทำตนให้เป็นอารมณ์เป็นไป หรือว่าเข้าไปประกอบในสังกิเลส โดยความไม่ก้าวล่วงความเป็นอารมณ์ของสังกิเลสนั้น. คำว่าสังกิเลสิกะ นี้ เป็นชื่อของธรรมทั้งหลายที่เป็นอารัมมณปัจจัยของสังกิเลส. ชื่อว่าสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เพราะอรรถว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นสังกิลิฏฐะด้วยเป็นสังกิเลสิกะด้วยสองบทที่เหลือ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในติกะต้นนั่นแหละ. ว่าด้วยวิตักกติกะที่ ๖

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งวิตักกะ ต่อไป.

ธรรมที่ชื่อว่าสวิตักกะ เพราะเป็นไปกับด้วยวิตก คือเป็นไปอยู่ด้วยสามารถแห่งสัมปโยคะ. ธรรมที่ชื่อว่าสวิจาระ เพราะเป็นไปกับด้วยวิจาระ. ธรรมที่ชื่อว่าสวิตักกสวิจาระ เพราะธรรมเหล่านั้นมีวิตกและมีวิจาร. ธรรมที่เว้นจากวิตกและวิจารทั้งสอง ชื่อว่าอวิตักกอวิจาระ. ธรรมที่ชื่อว่าวิจารมัตตะ (สักว่าวิจาร) เพราะอรรถว่า บรรดาวิตกและวิจาร ธรรมมีเพียงวิจารเท่านั้นเป็นประมาณ. อธิบายว่า ธรรมนั้นนอกจากวิจารแล้ว ย่อมไม่สัมปโยคะกับวิตก. ธรรมเหล่านั้นไม่มีวิตกด้วย มีเพียงวิจารด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอวิตักกวิจารมัตตา. ว่าด้วยปีติติกะที่ ๗

เล่มที่ ๓๔ ธัมมสังคณี๒๒๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “ติกมาติกา ๒๒ ติกะ”