ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า เหมือนอย่างว่า ธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่เหตุ ย่อมมีเหตุประกอบบ้าง ไม่มีเหตุประกอบบ้าง ฉันใดนั่นแหละ ธรรมทั้งหลายที่เป็นเหตุ ก็ย่อมมีเหตุประกอบบ้าง ไม่มีเหตุประกอบบ้าง ฉันนั้น. ก็เหตุธรรมเป็นสเหตุกะบ้าง เป็นอเหตุกะบ้าง ฉันใด ธรรมที่เป็นนเหตุธรรมก็เป็นเหตุสัมปยุตตะบ้าง เป็นเหตุวิปปยุตตะบ้าง ฉันนั้น. ว่าด้วยจูฬันตรทุกะ
พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งจูฬันตรธรรม ต่อไป
ธรรมที่ชื่อว่าสัปปัจจยะ เพราะเป็นไปพร้อมกับปัจจัยอันให้สำเร็จแก่ตน. ธรรมชื่อว่าอปัจจยะ เพราะไม่มีปัจจัยในอุปปาท (การเกิด) หรือในฐิติ (การตั้งอยู่) ของธรรมเหล่านั้น. ธรรมที่ชื่อว่าสังขตะ เพราะปัจจัยทั้งหลายประชุมกันปรุงแต่ง. ชื่อว่าอสังขตะ เพราะไม่ประชุมกันปรุงแต่ง. รูปของธรรมเหล่านั้น มีอยู่ ด้วยอำนาจแห่งอวินิพโภคะ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่ารูปิโน. ชื่อว่าอรูปิโน เพราะรูปของธรรมเหล่านั้นไม่มีเหมือนอย่างนั้น. อีกอย่างหนึ่ง รูปนั้นมีการเสื่อมไปเป็นลักษณะของธรรมเหล่านั้น มีอยู่ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่ารูปิโน. ธรรมทั้งหลายที่มิใช่รูป ชื่อว่าอรูปิโน.
วัฏฏะตรัสเรียกว่า โลก ในบทว่า โลกิยา ธมฺมา ดังนี้ เพราะอรรถว่า ชำรุดทรุดโทรม. ธรรมทั้งหลายประกอบแล้วในโลก โดยความนับเนื่องแล้วในโลกนั้น เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าโลกิยะ ธรรมทั้งหลายชื่อว่าอุตตระ เพราะข้ามขึ้นแล้วจากโลกนั้น. ธรรมใดข้ามพ้นแล้วจากโลก โดยความเป็นไปไม่นับเนื่องในโลก เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่าโลกุตระ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที