บัดนี้ เพื่อแสดงจิตนั้นนั่นแหละโดยอารมณ์ จึงตรัสคำว่า รูปารมฺมณํ วา เป็นต้น.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อแสดงอรูปธรรมทั้งหลาย ย่อมทรงแสดงด้วยวัตถุ หรือด้วยอารมณ์ หรือทั้งวัตถุและอารมณ์ หรือว่าด้วยภาวะพร้อมทั้งรส. อรูปธรรมทั้งหลายที่ทรงแสดงด้วยวัตถุ ดังในประโยคมีอาทิว่า จักขุสัมผัส ฯลฯ มโนสัมผัส เวทนาเกิดแต่จักษุสัมผัส ฯลฯ เวทนาเกิดแต่มโนสัมผัส จักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ ดังนี้. และทรงแสดงอรูปธรรมทั้งหลายด้วยอารมณ์ ดังในประโยคมีอาทิว่า รูปสญฺญา ฯเปฯ ธมฺมสญฺญา รูปสญฺเจตนา ฯเปฯ ธมฺมสญฺเจตนา ดังนี้. และทรงแสดงอรูปธรรมทั้งหลาย ทั้งวัตถุและอารมณ์ ดังในประโยคมีอาทิว่า จักขุวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุและรูป ผัสสะ คือการประชุมธรรมทั้ง ๓ ฯลฯ มโนวิญญาณย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัยมนะและธรรมทั้งหลาย ผัสสะคือการประชุมแห่งธรรมทั้ง ๓ ดังนี้. ทรงแสดงอรูปธรรมทั้งหลาย ด้วยภาวะพร้อมทั้งรส ดังในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงเกิดขึ้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงเกิดขึ้น ดังนี้.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงในฐานะนี้ด้วยอารมณ์จึงตรัสคำว่า รูปารมฺมณํ วา เป็นต้น.

บรรดาธรรมที่มีรูปเป็นอารมณ์เป็นต้นนั้น รูปมีสมุฏฐาน ๔ ที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันนั่นแหละ เรียกว่ารูปารมณ์. เสียงมีสมุฏฐาน ๒ ที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันนั่นแหละ เรียกว่าสัททารมณ์. คันธะมีสมุฏฐาน ๔ ที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันนั่นแหละ เรียกว่าคันธารมณ์. รสนั่นแหละมีสมุฏฐาน ๔ ที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน เรียกว่ารสารมณ์. โผฏฐัพพะนั่นแหละมีสมุฏฐาน ๔ ที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน เรียกว่าโผฏฐัพพารมณ์. ธรรมทั้งหลายนั่นแหละกล่าวคือโคจร (อารมณ์) ของจิตที่มีสมุฏฐานหนึ่ง มีสมุฏฐานสอง มีสมุฏฐานสาม มีสมุฏฐานสี่ แม้ไม่เกิดจากสมุฏฐานไหนๆ ที่เป็นอดีตอนาคตปัจจุบัน ทั้งธรรมที่ไม่พึงกล่าว และที่เหลือจากธรรมที่กล่าวแล้ว เรียกว่าธรรมารมณ์.

เล่มที่ ๓๔ ธัมมสังคณี๕๔๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “บทภาชนีย์”