จริงอยู่ เจตนาในปัญจวิญญาณแม้นั้น ย่อมประมวล ย่อมตกแต่ง ย่อมรวบรวม ย่อมตั้งใจ ย่อมดำริ ย่อมให้สำเร็จสัมปยุตขันธ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน. อีกอย่างหนึ่ง มีประโยชน์อะไร ด้วยการกล่าวถึงข้อนี้ เพราะท่านได้กล่าวคำนี้ไว้ด้วยสามารถแห่งการรวบรวมมโน (ใจ) ไว้ทั้งหมด ก็ในอธิการว่าด้วยมโนทวารนี้ มีคำสันนิษฐานดังนี้ มโน ๒๙ อย่าง ด้วยสามารถแห่งกุศลและอกุศลอันเป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่า ทวารแห่งมโนกรรม แต่เจตนาใดที่ให้สำเร็จในมโนทวารนั้น ย่อมถือเอาซึ่งอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทัสสนะและความไม่มีอภิชฌา ไม่พยาบาท และสัมมาทัสสนะด้วยเจตนาใด นี้ชื่อว่ามโนกรรม. เบื้องหน้าแต่นี้ บัณฑิตพึงทราบการกำหนดกรรมและการกำหนดทวารทั้งหมด โดยนัยที่กล่าวไว้ในหนหลังนั่นแหละ ดังนี้แล. จบกถาว่าด้วยทวารแห่งมโนกรรม. .. อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม กามาวจรมหากุศลจิต ๘ จิตดวงที่ ๑ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ]
กถาว่าด้วยกรรม ๓#- ____________________________ #- กถานี้เป็นลำดับแรกแต่ท่านแสดงไว้ที่ ๒
ชื่อว่าทวารแห่งกรรม ๓ เหล่านี้ บัดนี้จะกล่าวถ้อยคำพิสดารการตั้งมาติกาในกถาว่าด้วยทวารที่กล่าวค้างไว้ ตั้งต้นแต่กรรม ๓ ตามที่ได้แสดงทวารแห่งกรรมเหล่านี้แล้ว เว้นกรรม ๓ เหล่านั้นไว้.
จริงอยู่ กรรม ๓ คือกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรม. ถามว่า ชื่อว่ากรรม นี้ได้แก่อะไรบ้าง. ตอบว่า ได้แก่ เจตนา และธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนาบางอย่าง บรรดาธรรมทั้งสองเหล่านั้น ความที่เจตนาเป็นกรรม มีพระสูตรเหล่านี้กล่าวไว้ว่า
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที