ในนิทเทสแห่งสัญญา คำว่า ตชฺชามโนวิญฺญาณธาตุสมฺผสฺสชา ได้แก่ สัญญาเกิดในสัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่กุศลสัญญานั้น. คำว่า สัญญา เป็นชื่อสภาวะ. คำว่า สญฺชานนา ได้แก่ อาการที่จำได้. คำว่า สญฺชานิตตฺตํ ได้แก่ ภาวะที่จำได้. แม้ในนิทเทสแห่งเจตนาก็พึงทราบโดยนัยนี้.
ในนิทเทสแห่งจิต ที่ชื่อว่าจิต เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติวิจิตร. ชื่อว่ามโน เพราะกำหนดรู้อารมณ์. มโนนั่นแหละชื่อว่ามานัส. จริงอยู่ ในคาถาว่า อนฺตลิกฺขจโร ปาโส ยฺวายํ จรติ มานโส เตน ตํ พาธยิสฺสามิ น เม สมณ มโนรมา (บ่วงใดมีใจไปได้ในอากาศ กำลังเที่ยวไป ข้าพระองค์จักคล้องพระองค์ไว้ด้วยบ่วงนั้น สมณะท่านไม่พ้นเรา) นี้ตรัสเรียกธรรมคือ ราคะที่สัมปยุตด้วยใจว่า มานัส. พระอรหัต ก็ตรัสว่า มานัส ดังในพระคาถานี้ว่า
กถญฺหิ ภควา ตุยฺหํ สาวโก สาสเน รโต อปตฺตมานโส เสโข กาลํ กยิรา ชเนสุตา. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปรากฏ ในหมู่ชน สาวกของพระองค์ยินดีในพระศาสนา ยังไม่บรรลุพระอรหัต เป็นพระเสขบุคคล เพราะเหตุไรเล่า จึงทำกาละเสีย.
แต่ในนิทเทสนี้ มโนนั่นเองชื่อว่ามานัส เพราะท่านทำบทให้เจริญด้วยพยัญชนะ. คำว่า หทัย อธิบายว่า อก ท่านเรียกว่า หทัย ในคำนี้ว่า เราจักขว้างจิตของท่านไป หรือจักผ่าหทัยของท่านเสีย. จิตเรียกว่าหทัย ในประโยคนี้ว่า หทยา หทยํ มญฺเญ อญฺญาย ตจฺฉติ (บุตรช่างทำรถ ย่อมถากไม้เหมือนจะรู้ใจด้วยใจ หทยวัตถุเรียกว่าหทัย ในคำนี้ว่า วกฺกํ หทยํ (ม้าม หัวใจ) แต่ในนิทเทสนี้ จิตเท่านั้นเรียกว่าหทัย เพราะอรรถว่าอยู่ภายใน. จิตนั้นแหละชื่อว่าปัณฑระ เพราะอรรถว่าบริสุทธิ์. คำว่า ปัณฑระ นี้ หมายเอาภวังคจิต เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร แต่จิตนั้นแลเศร้าหมองแล้วด้วยอุปกิเลสที่จรมา ดังนี้ อนึ่ง แม้กุศลก็ตรัสเรียกว่า ปัณฑระเหมือนกัน เพราะออกจากจิตนั้น เหมือนแม่น้ำคงคาไหลมาจากแม่น้ำคงคา และแม่น้ำโคธาวรีไหลมาจากแม่น้ำโคธาวรีฉะนั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที