แม้ในนิทเทสนี้พระองค์ก็ทรงทำเทศนาโดยสมควรแก่พระสูตรนั้นเหมือนกัน. เพราะว่า เนื้อความเมื่อทรงจำแนกโดยอาการมิใช่น้อย ย่อมชื่อว่าเป็นการจำแนกดีแล้ว. สัตว์ทั้งหลายพวกหนึ่งย่อมตรัสรู้ได้โดยประการอย่างหนึ่ง และพวกอื่นก็ตรัสรู้ได้โดยประการอื่น. ก็รัตนะคือปัญญา เรียกว่าปัญญารัตนะ ด้วยอรรถว่ากระทำความยินดี ด้วยอรรถว่าให้ความยินดี ด้วยอรรถว่าให้เกิดความยินดี ด้วยอรรถว่าปลื้มใจ ด้วยอรรถว่าปรากฏได้โดยยาก ด้วยอรรถว่าชั่ง (เปรียบ) ไม่ได้ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องใช้ของสัตว์ผู้ไม่ต่ำทราม. ที่ชื่อว่าอโมหะ เพราะเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายไม่ลุ่มหลง หรือว่าตัวปัญญาเองย่อมไม่หลงในอารมณ์ หรือว่า สิ่งนั้นเป็นเพียงไม่หลงใหลไปเท่านั้น. บทแห่งธรรมวิจยะมีเนื้อความตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงตรัสธรรมวิจยะนี้อีก. ตอบว่า เพื่อแสดงความที่อโมหะเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะ เพราะฉะนั้นจึงแสดงธรรมวิจยะนี้. อโมหะนั้นมิใช่เป็นธรรม นอกจากโมหะอย่างเดียว ที่แท้เป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะด้วย ชื่อว่าอโมหะ กล่าวคือธรรมวิจยะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในที่นี้. ทิฏฐิที่เป็นจริง เป็นเครื่องนำออกจากภพ และเป็นกุศล ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ.
ในนิทเทสแห่งชีวิตินทรีย์ พระบาลีว่า โย เตสํ อรูปีนํ ธมฺมานํ อายุ ความว่า สภาวธรรมที่ชื่อว่าอายุ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องต่อสัมปยุตตธรรมที่เป็นอรูปเหล่านั้น.
จริงอยู่ เมื่ออายุนั้นมีอยู่ อรูปธรรมทั้งหลายย่อมมีต่อไป ดำเนินไป เป็นไปทั่ว เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่า อายุ. บทว่า อายุ นี้เป็นบทแสดงสภาวะของอายุนั้น ก็เพราะเมื่ออายุยังมีอยู่เท่านั้น อรูปธรรมเหล่านั้นจึงดำรงอยู่ ย่อมนำไป ย่อมให้นำไป ย่อมเคลื่อนไหว ย่อมเป็นไป ย่อมรักษา ฉะนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ฐิติ. ส่วนความหมายถ้อยคำในบทนี้ดังนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที