พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า วิเวกชํ นี้ ความสงัดท่านเรียกว่า วิเวก. อธิบายว่า ปราศจากนิวรณ์. อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า วิเวก เพราะสงัดแล้ว. อธิบายว่า กองธรรมที่สัมปยุตด้วยฌานสงัดจากนีวรณ์. ปีติและสุข ชื่อว่าวิเวกชะ (เกิดแต่วิเวก) เพราะอรรถว่าเกิดแต่วิเวกนั้น หรือเกิดในวิเวกนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ปีติ สุขํ นี้ ความว่า ปีติและความสุขเป็นคำที่ข้าพเจ้าอธิบายไว้ในหนหลังแล้วนั่นแหละ. บรรดาปีติและสุขเหล่านั้น ปีติ ๕ อย่าง มีประการตามที่กล่าวแล้ว ผรณาปีติเป็นมูลรากแห่งอัปปนาสมาธิ เจริญขึ้นถึงความเป็นองค์ประกอบของสมาธิ ท่านประสงค์เอาว่า ปีติในอรรถนี้ ปีตินี้และสุขนี้มีอยู่แก่ฌานนี้ หรือในฌานนี้ เพราะฉะนั้น ฌานนี้ ท่านจึงเรียกว่า มีปีติและสุข ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ปีติและสุข ชื่อว่าปีติและสุข เหมือนศัพท์ว่าธรรมและวินัย ชื่อว่าธรรมวินัยเป็นต้น. ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกมีอยู่แก่ฌานนี้หรือในฌานนี้ เพราะเหตุนั้น ฌานนี้จึงชื่อว่ามีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แม้ดังพรรณนามาฉะนี้. เหมือนอย่างว่า ฌานมีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกฉันใด ปีติและสุขในฌานนี้ ก็เกิดแต่วิเวกฉันนั้นเหมือนกัน.
อนึ่ง ปีติและสุขนั้นมีอยู่แก่ฌานนี้ เพราะฉะนั้น ท่านกล่าวว่าปีติและสุขเกิดแต่วิเวกด้วยบทเดียวเท่านั้น ก็สมควร. แต่ในวิภังค์ ท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า สุขนี้สหรคตด้วยปีตินี้ ดังนี้ ส่วนความหมายพึงเห็นตามนัยวิภังค์นั้นนั่นแล.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที