คำว่า สมาบัติมีสังขารที่เหลือเป็นอารมณ์ คืออรูปสมาบัติที่ ๔ มีสังขารถึงความละเอียดที่สุด.

บัดนี้ เพื่อทรงแสดงพระดำรัสที่ตรัสว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ ด้วยสามารถแห่งสัญญาที่พระโยคาวจรบรรลุอย่างนี้โดยเนื้อความ จึงตรัสว่า บทว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ ได้แก่ ธรรมทั้งหลายคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติเนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือผู้บังเกิดขึ้นในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ หรือพระขีณาสพผู้อยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม. บรรดาท่านทั้ง ๓ เหล่านั้น ในที่นี้ทรงประสงค์เอาธรรม คือจิตและเจตสิกของผู้เข้าสมาบัติ.

ส่วนวจนัตถะในฌานนั้นพึงทราบดังนี้. ฌานที่ชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญา (มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่) เพราะอรรถว่าสัญญาของฌานพร้อมทั้งสัมปยุตตธรรมมีอยู่ก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ คือไม่มีสัญญาหยาบ มีแต่สัญญาละเอียด ฌานนั้นเป็นสภาวะที่มีสัญญา ก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วย เป็นอายตนะเพราะนับเนื่องด้วยมนายตนะและธรรมายตนะด้วย เพราะเหตุนั้น ฌานนั้นจึงชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ.

อีกอย่างหนึ่ง สัญญาในฌานนี้ ชื่อว่าเนวสัญญา (ไม่ใช่สัญญา) เพราะไม่สามารถทำกิจของสัญญาได้โดยเฉพาะ และชื่อว่านาสัญญา (ไม่มีสัญญา) เพราะเป็นธรรมมีอยู่โดยละเอียดแห่งสังขารที่เหลือ เพราะฉะนั้น ฌานนั้นจึงชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญา. ฌานที่ชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญานั้นด้วย ชื่อว่าเป็นอายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งมั่นแห่งธรรมที่เหลือด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ.

เล่มที่ ๓๔ ธัมมสังคณี๘๔๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “อรูปาวจรกุศล”