คำว่า อุฏฺฐานสญฺญํ มนสิกริตฺวา ได้แก่ ตั้งสัญญาในอันที่จะลุกขึ้นไว้ในจิต กำหนดเวลาที่จะลุกขึ้นอย่างนี้ว่า เราจักลุกขึ้น ในเวลาชื่อโน้น ดังนี้. จริงอยู่ เมื่อทำอย่างนี้แล้วนอน ก็ควรเพื่อจะลุกขึ้นในเวลาตามที่เธอกำหนดไว้.
คำว่า สาตจฺจํ เนปกฺกํ อธิบายว่า ภิกษุประกอบแล้ว ประกอบเนืองๆ แล้วยังวิริยะ กล่าวคือความเพียร (อันเป็นไปติดต่อกัน) ชื่อว่าสาตัจจะ เพราะยังความเพียรนั้นให้เป็นไปทั่ว และยังปัญญากล่าวคือ เนปักกะ (ปัญญาเป็นเครื่องรักษา) อันถึงความแก่รอบให้เป็นไปอยู่นั้นแหละ จึงชื่อว่าประกอบเนืองๆ ในชาคริยานุโยคอยู่. ก็ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความเพียรเจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระ. แม้ปัญญาก็มีคติเช่นวิริยะนั่นแหละ. คือเมื่อตรัสเรื่องวิริยะในโลกิยะ วิริยะนั้นก็เป็นโลกิยะ ตรัสวิริยะในโลกุตตระ ก็เป็นโลกุตตระ.
คำว่า โพธิปกฺขิยานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมทั้งหลายอันเป็นไปในฝ่ายแห่งมรรคญาณ กล่าวคือปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้สัจจะทั้ง ๔.
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวมโพธิปักขิยธรรมทั้งหมดไว้มีประมาณ ๓๗ เมื่อจะทรงแสดงองค์แห่งการตรัสรู้นั่นแหละ อันสามารถเป็นไปโดยความเป็นอันเดียวกันในอารมณ์หนึ่งแห่งภาวนาแม้เป็นโลกีย์ จึงตรัสคำว่า สตฺต โพชฺฌงฺคา เป็นอาทิ. โพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเป็นมิสสกะ คือเจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที