ว่าด้วยความเป็นตาวกาลิกะ (คือเป็นธรรมชั่วขณะหนึ่ง)

ก็จิตทั้งหลายมีโวฏฐัพพนจิตเป็นปริโยสานเหล่าใดนั้น ย่อมเกิดขึ้นในจักขุทวาร จิตเหล่านั้นกับสัมปยุตตธรรมทั้งหลาย ย่อมแตกดับไปในที่นั้นๆ นั่นแหละ ย่อมไม่เห็นซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น จิตอันใดอันหนึ่งเหล่านี้ จึงชื่อว่าเป็นตาวกาลิกะ คือเป็นธรรมชั่วขณะหนึ่ง.

บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในข้อนั้น ดังต่อไปนี้.

เมื่อหมู่มนุษย์ทั้งปวงในบ้านหลังหนึ่งตายแล้ว เวลา (อายุ) ของชนคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งก็จะมีความตายเป็นธรรมดา เขาชื่อว่าย่อมยินดียิ่งในการฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น เป็นสิ่งไม่ควรมี ฉันใด ในทวารหนึ่งก็ฉันนั้นนั่นแหละ เมื่ออาวัชชนจิตเป็นต้นพร้อมด้วยสัมปยุตตธรรม ตายไปแล้วในที่นั้นๆ นั่นแหละ ในขณะของจิตที่ยังเหลืออยู่นั้นซึ่งก็มีความตายเป็นธรรมดา ชื่อว่าย่อมยินดียิ่งด้วยสามารถแห่งความยินดียินร้ายและความหลงใหล แม้ของชวนจิตก็หาควรจะมีไม่.

เล่มที่ ๓๕ วิภังค์๑,๐๗๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “มาติกานิเทศ”