ภิกษุใดออกไปแล้วจากความสงสัย เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่ามีความสงสัยออกแล้ว (คือไม่มีความสงสัย).

ความสงสัยของภิกษุนั้นปราศไปแล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่ามีความสงสัยไปปราศแล้ว (คือปราศจากความสงสัย).

คำว่า อุปกิเลเส ได้แก่ อุปกิเลส. จริงอยู่ อุปกิเลสเหล่านั้นเข้าถึงจิตแล้ว จักยังจิตนั้นให้เศร้าหมอง ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อุปกิเลเส ดังนี้.

คำว่า ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ (แปลว่า ทำปัญญาให้ทราม) ได้แก่ เพราะนิวรณ์ ๕ เหล่านั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ให้เพื่ออันเกิดขึ้นแห่งปัญญาอันเป็นโลกิยะและปัญญาอันเป็นโลกุตตระซึ่งยังไม่เกิดขึ้น ทั้งเข้าไปตัดซึ่งสมาบัติ ๘ อภิญญา ๕ อันเกิดขึ้นแล้วให้ตกไป ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อุปกิเลสเหล่านี้ทำปัญญาให้ทราม ดังนี้. แม้คำว่า อนุปฺปนฺนา เจว ปญฺญา น อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺนา จ ปญฺญา นิรุชฺฌติ นี้ (แปลว่า ปัญญาอันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น และปัญญาอันเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาเนื้อความที่กล่าวแล้วนี้เหมือนกัน. คำทั้งปวงที่เหลือในที่นี้ มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น เพราะมีอรรถดังเช่นที่ข้าพเจ้าประกาศแล้วในหนหลังในที่นั้นๆ แล.

เล่มที่ ๓๕ วิภังค์๑,๑๒๖

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “มาติกานิเทศ”