ในข้อว่า พุทฺธา จ สาวกา จ พระพุทธเจ้าและพระสาวกของพระพุทธเจ้านี้ แม้พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านก็ถือเอาด้วยศัพท์ว่า พุทธะ นั่นแหละ. ความเป็นผู้ไม่ต้องการไปสู่ที่ใกล้แห่งพระอริยะเหล่านั้น ชื่อว่า อสเมตุกามตา ความไม่ต้องการจะสมาคมกับพระอริยะทั้งหลาย.

คำว่า ความไม่ต้องการจะฟัง...ซึ่งพระสัทธรรม ได้แก่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ชื่อว่าพระสัทธรรม ความเป็นผู้ไม่ต้องการเพื่อจะฟังซึ่งพระธรรมนั้น. ความเป็นผู้ไม่ศึกษาพระธรรม ชื่อว่า อนุคฺคเหตุกามตา ความไม่ต้องการจะเรียน. ความเป็นผู้คิดคัดค้านแข่งดี ชื่อว่าความไม่ต้องการจะทรงพระธรรมไว้.

ก็เมื่อว่าโดยอรรถ ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีนั้นย่อมมี เหตุใด เพราะเหตุนั้น เพื่อแสดงอรรถนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บรรดาบทเหล่านั้นความคิดแข่งดีเป็นไฉน เป็นต้น. ในข้อนั้น ชื่อว่าความแข่งดี ย่อมมีด้วยสามารถแห่งความตำหนิติเตียน ความแข่งดีเกิดขึ้นบ่อยๆ ชื่อว่าความคิดแข่งดีเนืองๆ ความเป็นแห่งบุคคลผู้คิดแข่งดีเนืองๆ ชื่อว่าสภาพที่คิดแข่งดีเนืองๆ.

คำว่า ความดูถูก ได้แก่ การหยาบหยาม. คำว่า ความดูหมิ่น ได้แก่ การเหยียดหยาม. ความเย้ยหยัน ชื่อว่าความดูแคลน. ความเป็นผู้แสวงหาข้อบกพร่อง ชื่อว่าความคอยแสวงหาโทษ.

เล่มที่ ๓๕ วิภังค์๑,๕๘๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “ติกนิเทศ”