พระอริยะทั้งหลายย่อมไม่ดำเนินไปเพราะธรรมมีฉันทะเป็นต้นนี้ เพราะเหตุนี้ ธรรมนี้จึงชื่อว่าอคติ. ชนทั้งหลายมิใช่พระอริยะ ย่อมดำเนินไปสู่อคติ ด้วยธรรมมีฉันทะเป็นต้นนี้ เพราะเหตุนั้น อคตินี้จึงชื่อว่าอคติคมนะ. บททั้ง ๒ แห่งธรรมทั้ง ๔ มีฉันทะเป็นต้นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งความเป็นธรรมสาธารณะ. การลำเอียง (คมนํ หมายถึงการเป็นไป) เพราะฉันทะ ชื่อว่าฉันทาคมนะ (แปลว่า ความลำเอียงเพราะความรักใคร่). ฉันทาคมนะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งการไม่สาธารณะแก่ธรรมทั้งหลายมีโทสะเป็นต้น. การลำเอียง เพราะทำราคะอันเป็นฝ่ายของตน และโทสะอันเป็นฝ่ายของผู้อื่นไว้เฉพาะหน้า ด้วยความเป็นผู้ไม่รวมเป็นพวกเดียวกัน ชื่อว่าความลำเอียงเพราะเป็นพวกพ้องกัน. ชื่อว่าความลำเอียงเพราะความหันเหไปเหมือนน้ำไหล ก็เพราะเป็นราวกะน้ำที่ไหลไปสู่ที่ลุ่ม ฉะนั้น. การลำเอียงนี้ ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งการเป็นธรรมสาธารณะแม้แก่การลำเอียงทั้ง ๔. วิปริเยสะ

ความเข้าใจผิด

สภาวะใดย่อมแสวงหาสิ่งตรงกันข้าม โดยนัยว่า สิ่งทั้งหลายมีความไม่เที่ยงเป็นต้น ว่าเป็นของเที่ยงเป็นต้น สภาวะนั้น จึงชื่อว่าวิปริเยสะ (ความเข้าใจผิด). ความเข้าใจผิด เพราะสัญญา ชื่อว่าสัญญาวิปริเยสะ. ในวิปริเยสะทั้ง ๒ แม้นอกนี้ก็นัยนี้. วิปริเยสะทั้ง ๔ เหล่านี้ ย่อมมีด้วยสามารถแห่งวัตถุ ๔ (คืออนิจจะ ทุกขะ อนัตตะและอสุภะ) จึงเป็นวิปริเยสะ ๑๒ ด้วยสามารถแห่งสัญญาเป็นต้น.

ในวัตถุเหล่าใด วิปริเยสะ ๘ ในวิปริเยสะเหล่านั้น ย่อมละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค.

เล่มที่ ๓๕ วิภังค์๑,๕๘๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “จตุกกนิเทศ”