จริงอยู่ ในบทเหล่านั้น สองบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งสัสสตะ และอุจเฉทะ ชื่อว่าทิฏฐิสีสะ. สี่บทเหล่านี้ คือ อสฺมิ (แปลว่า ตัณหาว่าเราเป็น) ภวิสฺสํ (ตัณหาว่าเราจักเป็น) สิยํ (ตัณหาว่าเราพึงเป็น) อปาหํ สิยํ (ตัณหาว่าเราพึงเป็นบ้าง) ชื่อว่าสุทธสีสะเท่านั้น. สิบสองบท คืออย่างละ ๓ มีคำว่า อิตฺถสฺมิ เป็นต้น (ตัณหาว่าเราเป็นโดยประการนี้) ชื่อว่าสีสมูลกะ เพราะฉะนั้น พึงทราบตัณหาวิจริตธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ว่า สองบทชื่อว่าทิฏฐิสีสะ สี่บทชื่อว่าสุทธสีสะ สิบสองบทชื่อว่าสีสมูลกะ ดังนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงจำแนกแสดงธรรมเหล่านั้น (ตัณหาวิจริต) โดยลำดับเทียว จึงเริ่มคำว่า กถญฺจ อสฺมีติ โหติ เป็นอาทิ (แปลว่า ก็ตัณหาว่า เรามี คือ อย่างไร).
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า กิญฺจิธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา (แปลว่า ไม่ทำการแยกธรรมอันใดอันหนึ่ง) อธิบายว่า ไม่ทำการแยกธรรมอะไรๆ แม้สักอย่างหนึ่ง คือไม่ถือเอาแต่ละอย่างในบรรดาธรรมทั้งหลายมีรูป เวทนาเป็นต้น โดยถือเอารวมกันนั่นแหละ.
คำว่า อสฺมีติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ (แปลว่า ย่อมได้ฉันทะ คือความพอใจว่า เรามี ดังนี้) อธิบายว่า ถือเอาเบญจขันธ์รวมกันทั้งหมด แล้วย่อมได้ตัณหาว่าเราดังนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที