แม้ในคำว่า มานะ ทิฏฐิ ก็นัยนี้.

ในธรรมเหล่านั้น (คือตัณหา มานะ ทิฏฐิ) นิทเทสนี้เป็นตัณหาวิจริตนิทเทส แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น มานะ ทิฏฐิก็ไม่เว้นจากตัณหา. เพราะฉะนั้น ในตัณหาวิจริตนิทเทสนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสมานะและทิฏฐิไว้ ด้วยสามารถแห่งอรรถอย่างเดียวกันกับตัณหาวิจริตนั้น. อีกอย่างหนึ่ง แม้ธรรมทั้งสามคือตัณหา มานะ ทิฏฐิ ซึ่งเป็นธรรมทำสัตว์ให้เนิ่นช้านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นแสดงโดยตัณหาสีสะ (คือมีตัณหาเป็นประธาน). ส่วนมานะทิฏฐิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาเพื่ออธิบายตัณหานั้นโดยสมควรแก่ธรรมที่ยกขึ้นแสดงเท่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือตัณหา จึงตรัสไว้อย่างนี้ เพื่อแสดงแม้ธรรมเครื่องเนิ่นช้าที่เหลือ (คือมานะทิฏฐิ) กับตัณหานั้นนั่นแหละ.

คำว่า ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ (แปลว่า เมื่อธรรมทั้ง ๓ มีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้). อธิบายว่า ครั้นเมื่อธรรมเครื่องเนิ่นช้า ๓ อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยนัยว่า ตสฺมึ อสฺมีติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ เป็นต้น มีอยู่ ธรรมเหล่านี้ มีคำว่า อิตฺถสฺมีติ วา (แปลว่า เราเป็นโดยประการนั้น) เป็นต้น ย่อมเป็นธรรมเครื่องให้เนิ่นช้าแล้ว ดังนี้.

ในคำทั้งหลายมีคำว่า ขตฺติโยสฺมิ (แปลว่า ตัณหาว่า เราเป็นกษัตริย์เป็นต้น) บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้ว่า เราชื่อว่าเป็นกษัตริย์ด้วยเสนาอำมาตย์เป็นต้นอภิเษก (แต่งตั้ง) เราชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ด้วยความเป็นปุโรหิตโดยการเรียนมนต์เป็นต้น เราชื่อว่าเป็นแพศย์ด้วยการรักษานาและโคเป็นต้น เราชื่อว่าเป็นเช่นชาติศูทรด้วยความเป็นผู้แสวงหาอาหาร เราชื่อว่าเป็นผู้ครองเรือนด้วยลักษณะของคฤหัสถ์ ดังนี้.

เล่มที่ ๓๕ วิภังค์๑,๖๖๓

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “อัฏฐารสกนิเทศ”