คือว่า สัตว์ผู้โง่เขลาแม้มีหมี เสือเหลือง เนื้อและลิงเป็นต้น ถูกกิเลสกลุ่มรุมแล้ว ย่อมเสพวัตถุ (เมถุน) เมื่อถึงที่สุดแห่งการเสพของสัตว์เหล่านั้น กิเลสทั้งหลายก็สงบ ในวาทะของท่าน พวกสัตว์มีหมี เสือเหลือง เนื้อและลิงเป็นต้น ก็ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพระนิพพานแล้ว นิพพานของท่านหยาบหนอ เป็นของหยาบช้า ใครๆ ไม่อาจเพื่อประดับแม้ที่หูได้.

อนึ่ง อาจารย์วิตัณฑวาทีไม่ยอมรับเช่นนี้ ก็ต้องกล่าวว่า กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นสิ้นไปเพราะอาศัยพระนิพพาน เพราะฉะนั้น พระนิพพานจึงมีอย่างเดียวเท่านั้น คือความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ เพราะว่า ความสิ้นอกุศลมูลเหล่านี้แม้ทั้ง ๓ เป็นชื่อของพระนิพพานเท่านั้น ท่านจงถือเอาด้วยอาการอย่างนี้.

ก็ถ้าว่า กล่าวแม้อย่างนี้แล้ว อาจารย์วิตัณฑวาทีนั้นยังกำหนดไม่ได้ ก็ควรอธิบายแม้ด้วยโคตภู อธิบายอย่างไร?

คือว่า พึงถามอาจารย์วิตัณฑวาทีอย่างนี้ก่อนว่า ท่านกล่าวว่า ชื่อว่าโคตรภูมีอยู่หรือ อาจารย์วิตัณฑวาทีก็จะตอบว่า ใช่ ผมย่อมกล่าวดังนี้ แล้วจึงกล่าวกะอาจารย์วิตัณฑวาทีว่า ในขณะแห่งโคตรภู กิเลสทั้งหลายสิ้นไปแล้ว หรือกำลังสิ้น หรือจักสิ้น ดังนี้. อาจารย์วิตัณฑวาทีก็จะกล่าวว่า กิเลสทั้งหลายยังไม่สิ้นไป มิใช่กำลังสิ้นไป ก็แต่ว่าจักสิ้นไป ดังนี้.

เล่มที่ ๓๕ วิภังค์๑๘๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “อภิธรรมภาชนีย์”