อนึ่ง ทุกข์ที่เป็นเบื้องต้นแห่งอุปาทานขันธ์คือชาติ ทุกข์ในท่ามกลางคือชรา ทุกข์ในที่สุดคือมรณะ. เพราะกระทบทุกข์มีความตายเป็นที่สุด จึงมีทุกข์แผดเผาคือโสกะ. เพราะการอดกลั้นความโศกนั้นไม่ได้ มีทุกข์เป็นเหตุพูดรำพันคือปริเทวะ. จากนั้นก็มีทุกข์เป็นทุกข์เบียดเบียนกาย เพราะประกอบกับโผฏฐัพพะ (กระทบ) กับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาคือธาตุกำเริบ. เพราะปุถุชนผู้ถูกทุกข์กายนั้นเบียดเบียนอยู่โดยเกิดปฏิฆะในอุปาทานขันธ์นั้น ก็เกิดทุกข์ที่เบียดเบียนทางใจคือโทมนัส. ทุกข์มีการทอดถอนใจของบุคคลผู้เศร้าหมองอันเกิดแต่ความเจริญของโสกะเป็นต้นคืออุปายาส. ทุกข์พลาดหวังของบุคคลผู้พลาดจากมโนรถคือการไม่ได้สิ่งที่ตนปรารถนา. อุปาทานขันธ์ที่บุคคลมีปัญญาเข้าไปพิจารณาอยู่โดยประการต่างๆ เทียว ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่าเป็นทุกข์แล.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงย่อทุกข์ที่ตรัสแสดงไว้แต่ละอย่าง ซึ่งใครๆ ไม่สามารถแสดงโดยไม่เหลือด้วยกัปเป็นอเนกนั้นแม้ทั้งหมดในอุปาทานขันธ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง ดุจทรงย่อรสน้ำในสมุทรทั้งสิ้นมาแสดงในน้ำหยดเดียว (มีรสเค็ม) จึงได้ตรัสว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์. กถาว่าด้วยนิเทศแห่งทุกขสัจจะ จบ.

วรรณนานิเทศวาร

ว่าด้วยสมุทยสัจจะ (บาลีข้อ ๑๕๘)

เล่มที่ ๓๕ วิภังค์๓๖๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “อริยสัจ ๔”