ก็อวิชชานี้ย่อมไม่ให้ เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อแทงตลอดฐานะทั้ง ๘ เหล่านี้ เพราะฉะนั้น จึงตรัสโดยกิจ และอวิชชานี้แม้เมื่อเกิดก็ย่อมเกิดในฐานะ ๘ เหล่านี้ เพราะฉะนั้น จึงตรัสโดยชาติ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้วทรงถือเอาบท ๒๕ มีอาทิว่า ยํ เอวรูปํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ (ความไม่รู้ ความไม่เห็นอันใดเห็นปานนี้) อีก เพื่อทรงแสดงลักษณะอวิชชาต่อไป.

อธิการนี้ เพราะอวิชชานี้แม้ตรัสแล้วด้วยบททั้ง ๘ เหล่านี้ เมื่อยังไม่ตรัสถึงลักษณะด้วยบท ๒๕ อีก ชื่อว่าเป็นอันตรัสดีแล้วยังไม่ได้ แต่เมื่อตรัสถึงลักษณะด้วยบท ๒๕ แล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นอันตรัสดีแล้ว เหมือนบุรุษเมื่อกำลังแสวงหาโคที่หายไป พึงถามพวกมนุษย์ว่า เจ้านาย ท่านเห็นโคขาว ท่านเห็นโคแดงบ้างไหม ดังนี้ พวกมนุษย์เหล่านั้นก็พึงพูดอย่างนี้ว่า ในแคว้นนี้มีโคสีขาวสีแดงมากมาย โคของท่านมีลักษณะอย่างไรเล่า ลำดับนั้น เมื่อบุรุษนั้นพูดว่า เป็นรูปผ้าพาดหรือเป็นรูปคันไถ ดังนี้ โคจึงชื่อว่าเขาบอกดีแล้วฉันใด อวิชชานี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้ตรัสด้วยบททั้ง ๘ ยังมิได้ตรัสถึงลักษณะด้วยบท ๒๕ อีก ย่อมชื่อว่าตรัสดีแล้วก็หาไม่ แต่เมื่อตรัสถึงลักษณะแล้วนั่นแหละ จึงชื่อว่าตรัสไว้ดีแล้ว เพราะฉะนั้น เพื่อแสดงลักษณะแห่งอวิชชานั้น พึงทราบด้วยอำนาจแม้บท ๒๕ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วเหล่านั้น. ข้อนี้เป็นอย่างไร? อวิชชามีลักษณะ ๒๕

คือปัญญา ชื่อว่าญาณ ปัญญานั้นย่อมกระทำสัจจธรรม ๔ ซึ่งเป็นผลและเป็นผล ซึ่งเป็นเหตุและเป็นเหตุ ที่รู้แล้วให้ปรากฏ แต่อวิชชานี้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ให้เพื่ออันกระทำสัจจธรรม ๔ นั้น ให้รู้ ให้ปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอัญญาณ (ความไม่รู้) เพราะเป็นข้าศึกต่อญาณ.

ปัญญา ชื่อว่าทัสสนะ (ความเห็น) ก็มี ปัญญาแม้นั้นย่อมเห็นซึ่งอาการแห่งสัจจธรรม ๔ ตามที่กล่าวนั้น แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่อเห็นสัจจธรรม ๔ นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอทัสสนะ.

เล่มที่ ๓๕ วิภังค์๔๖๕

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย”