คือ อวิชชานี้ปรารภอวิชชา ในกาลเกิดกิเลสมีราคะเป็นต้น ก็เป็นปัจจัยด้วยอารัมมปัจจัย ในเวลาที่ยินดีกระทำให้หนักก็เป็นปัจจัย ด้วยอารัมมณาธิปติปัจจัยและอารัมมณูปนิสสยปัจจัย. เมื่อบุคคลหลงใหลด้วยอวิชชา ไม่เห็นโทษกระทำอยู่ซึ่งปาณาติบาตเป็นต้น ก็เป็นปัจจัยด้วยอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยแก่ชวนะที่ ๒ เป็นต้น ด้วยอนันตระ สมนันตระ อุปนิสสยะ อาเสวนะ นัตถิและวิคตปัจจัย. เมื่อทำอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นปัจจัยหลายอย่าง คือ ด้วยเหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ อัตถิและอวิคตปัจจัย.

ข้อว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่อาเนญชาภิสังขารสุดท้ายอย่างเดียว ความว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่อาเนญชาภิสังขาร ด้วยอุปนิสสยปัจจัย อย่างเดียวเท่านั้น ก็ความที่อวิชชาเป็นอุปนิสสยปัจจัยนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในปุญญาภิสังขารนั่นแหละ.

ก็ในที่นี้มีผู้สงสัยกล่าวถามว่า อวิชชานี้อย่างเดียวเท่านั้นเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย หรือว่า แม้ธรรมเหล่าอื่นเป็นปัจจัยก็มีอยู่. พึงเฉลยว่า ในข้อนี้จะมีคำกล่าวอะไรเล่า? ถ้ามีอวิชชาอย่างเดียวเท่านั้น ลัทธิว่าเหตุสำหรับกระทำมีอย่างเดียวก็จะปรากฏ ถ้าธรรมแม้อื่นเป็นปัจจัยมีอยู่ การอธิบายถึงเหตุอย่างเดียวว่า สังขารทั้งหลายย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้ ก็ไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะเหตุไร? เพราะว่า

เอกํ น เอกโต อิธ นาเนกมเนกโตปิ โน เอกํ ผลมตฺถิ อตฺถิ ปน เอก เหตุผลทีปเน อตฺโถ ในโลกนี้ ผลอย่างเดียว ย่อมมีเพราะ เหตุอย่างเดียวก็หาไม่ ผลหลายอย่าง ย่อมมี เพราะเหตุอย่างเดียวก็หาไม่ ผลอย่างเดียว ย่อมมีเพราะเหตุหลายอย่างก็หาไม่ แต่ว่า ประโยชน์ในการแสดงเหตุและผลแต่ละอย่าง มีอยู่.

เล่มที่ ๓๕ วิภังค์๔๘๕

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย”