อนึ่ง แม้เมื่อมนสิการไปโดยลำดับ ก็ไม่พึงมนสิการโดยรีบด่วน เพราะว่าเมื่อมนสิการโดยรีบด่วนเกินไป กรรมฐานย่อมถึงที่สุดอย่างเดียว แต่ไม่แจ่มแจ้ง ทั้งไม่นำมาซึ่งคุณวิเศษ เปรียบเหมือนเมื่อบุรุษเดินทาง ๓ โยชน์ ไม่ได้กำหนดทางเบี่ยงและทางแยกไว้ เดินไปเดินมาโดยรวดเร็วแม้ทั้ง ๗ ครั้ง ทางย่อมจะสิ้นไปเร็วแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ต้องถามคนอื่นทุกครั้งจึงจะเดินทางไปได้ เพราะฉะนั้น พระโยคาวจรไม่พึงมนสิการโดยรีบด่วนเกินไป. มนสิการโดยไม่ช้าเกินไป
ก็พระโยคาวจรมนสิการโดยไม่รีบด่วนฉันใด พึงมนสิการโดยไม่ชักช้าเกินไปฉันนั้น เพราะว่า เมื่อมนสิการโดยชักช้าเกินไป กรรมฐานย่อมจะไม่ถึงที่สุด ทั้งไม่เป็นปัจจัยแก่การบรรลุคุณวิเศษ เปรียบเหมือนบุรุษผู้ต้องการเดินทางไกล ๓ โยชน์นั่นแหละ มัวแต่ชักช้าหยุดพักตามโคนไม้เชิงเขาเป็นต้นในระหว่างทาง ทางก็ย่อมไม่ถึงการสิ้นไป ต้องเดินไป ๒-๓ วันจึงจะถึงสุดทางได้. มนสิการโดยห้ามความฟุ้งซ่าน
ข้อว่า วิกฺเขปปฏิพาหนโต ความว่า พึงห้ามจิตที่สละกรรมฐาน ฟุ้งไปในอารมณ์ภายนอกมากมายเสีย เพราะเมื่อไม่ห้ามจิตไว้ เมื่อจิตฟุ้งไปภายนอก กรรมฐานย่อมเสื่อมสลายไป เปรียบเหมือนเมื่อบุคคลเดินทางข้ามเหว อันเป็นทางเดินได้คนเดียว ไม่กำหนดทางที่เหยียบ มัวเหลียวดูทางโน้นทางนี้ย่อมก้าวพลาด ทีนั้นเขาจะตกลงไปในเหวลึกชั่วร้อยบุรุษ เพราะฉะนั้น พึงมนสิการโดยการห้ามความฟุ้งซ่านเสีย. มนสิการโดยการก้าวล่วงบัญญัติ
ข้อว่า ปณฺณตฺติสมติกฺกมนโต ความว่า พระโยคาวจรพึงก้าวล่วงบัญญัติว่า ผมขนเป็นต้น และพึงตั้งจิตว่า นั่นเป็นของปฏิกูล. คือในครั้งแรก ความเป็นปฏิกูลย่อมปรากฏ ลำดับนั้นพึงก้าวล่วงบัญญัติว่า เกสา โลมา แล้วตั้งจิตไว้ในความเป็นปฏิกูลเท่านั้น เปรียบเหมือนในเวลาที่น้ำหาได้ยาก พวกมนุษย์เห็นที่มีน้ำในป่า จึงผูกอะไรๆ มีใบตาลเป็นต้นไว้เป็นสัญญาณ (เครื่องหมาย) ในที่นั้น พวกเขาย่อมมาอาบและดื่มด้วยสัญญาณนั้น. ก็แลในกาลใด รอยเท้าของพวกเขาที่สัญจรมาบ่อยๆ ปรากฏแล้ว ในกาลนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นด้วยสัญญาณนั้นอีก เขาย่อมไปอาบและดื่มได้ในขณะที่ต้องการๆ. มนสิการโดยการปล่อยลำดับ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที