ในนิทเทสแห่งการประคองจิตไว้ พระโยคาวจรผู้ประกอบโดยการประคับประคองซึ่งความเพียร ชื่อว่าย่อมประคองจิตไว้. อธิบายว่า ยกจิตขึ้น. เมื่อประคับประคองจิตบ่อยๆ ชื่อว่าย่อมประคองจิตไว้ด้วยดี. จิตอันบุคคลประคับประคองไว้ด้วยดี ย่อมไม่ตกไปโดยประการใด เมื่ออุปถัมภ์ฐานะโดยประการนั้น โดยการอุปถัมภ์ด้วยความเพียร ชื่อว่าอุปถัมภ์อยู่ เมื่ออุปถัมภ์จิตแม้อันท่านอุปถัมภ์แล้วบ่อยๆ เพื่อความมั่นคง ชื่อว่าย่อมค้ำชูซึ่งจิตนั้น.
ในนิทเทสแห่งบทว่า "ฐิติยา" พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงซึ่งคำไวพจน์ของคำว่า ฐิติ๑- (ความดำรงอยู่) แม้แห่งธรรมทั้งหมดมีความไม่สาบสูญเป็นต้น จึงตรัสคำว่า "ยา ฐิติ โส อสมฺโมโส" เป็นอาทิ (แปลว่าความดำรงอยู่อันใด นั้นคือความไม่สาบสูญเป็นต้น). อันที่จริง ในข้อนี้ แม้จะกล่าวว่า บทหลังๆ เป็นคำอธิบายเนื้อความของบทหน้าๆ และบทหน้าๆ เป็นคำอธิบายเนื้อความของบทหลังๆ ดังนี้ก็ควร. คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล. นี้เป็นการวรรณนาตามพระบาลีก่อน. ____________________________ ๑- คำไวพจน์ของฐิติ คือ ความไม่สาบสูญ ความภิญโญยิ่ง ความเจริญ ความบริบูรณ์. วินิจฉัยกถาพระบาลี
ก็พึงทราบวินิจฉัยกถาในพระบาลีต่อไป.
จริงอยู่ สัมมัปปธานกถานี้มี ๒ อย่าง คือเป็นโลกียะอย่างหนึ่ง เป็นโลกุตตระอย่างหนึ่ง. ในสองอย่างนั้น สัมมัปปธานที่เป็นโลกิยะย่อมมีในบุพภาคทั้งหมด. สัมมัปปธานนั้น พึงทราบในขณะที่เป็นโลกิยมรรค โดยปริยายแห่งกัสสปสังยุต.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที