ในธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ วิริยะ ชื่อว่าอิทธิ, จิตตะ ชื่อว่าอิทธิ, วีมังสา ชื่อว่าอิทธิ ฯลฯ แม้จะกล่าวว่า ธรรมทั้งสองนั้นเข้าไปแล้วในบาทดังนี้ ก็ควรเหมือนกัน. นี้ชื่อกถาโดยความต่างกัน.
ก็ในอธิการที่ท่านได้กล่าวแล้วนี้ หาใช่เป็นของใหม่ไม่ เป็นคำที่ท่านกระทำอธิบายไว้แจ่มแจ้งแล้ว ก็ถือเอาทีเดียว. คืออย่างไร คือว่า ธรรม ๓ อย่างนี้คือฉันทะ สมาธิ ปธานสังขาร เป็นอิทธิก็ได้ เป็นอิทธิบาทก็ได้ ส่วนขันธ์ ๔ อันสัมปยุตกันที่เหลือ เป็นเพียงอิทธิบาทเท่านั้น.
จริงอยู่ ธรรม ๓ เหล่านี้ เมื่อสำเร็จย่อมสำเร็จพร้อมกันกับขันธ์ ๔ อันสัมปยุตกันนั่นแหละ เว้นจากขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตกันแล้วหาสำเร็จได้ไม่.
อนึ่ง ขันธ์ ๔ อันสัมปยุตกัน ชื่อว่าอิทธิ เพราะอรรถว่าสำเร็จ ชื่อว่าเป็นบาท เพราะอรรถว่าเป็นที่อาศัย. คำว่า อิทฺธิ หรือว่า อิทฺธิปาโท มิใช่เป็นชื่อของธรรมอะไรๆ อย่างอื่น คือเป็นชื่อของขันธ์ ๔ อันสัมปยุตกันนั่นแหละ. ธรรมทั้ง ๓ คือวิริยะ, จิตตะ, วีมังสาสมาธิปธานสังขาร ฯลฯ ก็เป็นชื่อของขันธ์ ๔ เท่านั้นเหมือนกัน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที