[๖๗๓] คำว่า เสวยสุขด้วยนามกาย มีอธิบายว่า สุข เป็นไฉน ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส อันใดนี้เรียกว่า สุข กาย เป็นไฉน สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ นี้เรียกว่า กาย ภิกษุ ย่อมเสวยสุขนี้ ด้วยกายนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า เสวยสุขด้วยนามกาย
[๖๗๔] คำว่า เป็น ฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุมีอธิบายว่า พระอริยเจ้า เป็นไฉน พระพุทธเจ้าและพระสาวกของพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระอริยเจ้าพระอริยเจ้าเหล่านั้น ย่อมกล่าวสรรเสริญ แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผยจำแนก ทำให้ชัดเจน ประกาศ ซึ่ง บุคคลผู้ได้บรรลุนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุ
[๖๗๕] คำว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข มีอธิบายว่าอุเบกขา เป็นไฉน ความวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ความเพ่งเฉพาะ ความเป็นกลางแห่งจิตอันใด นี้เรียกว่า อุเบกขา สติ เป็นไฉน สติ ความตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติ อันใด นี้เรียกว่า สติ สุข เป็นไฉน ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโต สัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส อันใดนี้เรียกว่า สุข ภิกษุ ประกอบด้วยอุเบกขา สติ และสุขนี้ สืบเนื่องอยู่ ประพฤติเป็นไปอยู่ รักษาอยู่ เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่ เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า เป็นผู้มีจิต เป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ด้วยประการฉะนี้
[๖๗๖] บทว่า ตติยะ คือ เป็นที่ ๓ ตามลำดับแห่งการนับฌานนี้ชื่อว่า ตติยฌาน เพราะโยคาวจรบุคคลบรรลุเป็นครั้งที่ ๓