[๑๐๔๕] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ คืออย่างไร คือ ตัณหาว่า เราพึงเป็นกษัตริย์ หรือพึงเป็นพราหมณ์ พึงเป็นแพศย์หรือพึงเป็นศูทร พึงเป็นคฤหัสถ์ หรือพึงเป็นบรรพชิต พึงเป็นเทวดา หรือพึงเป็นมนุษย์พึงมีรูป หรือพึงไม่มี รูป พึงมีสัญญา หรือพึงไม่มีสัญญา หรือพึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ ไม่ใช่ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้

[๑๐๔๖] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้น คืออย่างไร คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็นกษัตริย์ เหมือนกัน หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์เหมือนกันฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้น

[๑๐๔๗] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่น คืออย่างไร คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราไม่พึงเป็นกษัตริย์ เหมือนเขา หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขา ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราไม่พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนเขา อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหา ว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่น

[๑๐๔๘] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นบ้าง คืออย่างไร คือ ไม่แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่า เราก็พึงเป็นบ้าง ได้มานะว่า เราก็พึงเป็นบ้าง ได้ทิฏฐิว่า เราก็พึงเป็นบ้าง เมื่อธรรม ทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราก็พึงเป็นโดยประการนี้บ้าง หรือพึงเป็น อย่างนั้นบ้าง หรือพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง ก็ย่อมมี

เล่มที่ ๓๕ วิภังค์๓๖๘

ที่มาและฉบับอื่นของ “อัฏฐารสกนิเทศ