จริงอยู่ มาติกานี้ ท่านเรียกว่า อัพภันตรมาติกา เพราะความที่มาติกานี้พระองค์ไม่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า "ธรรมสังคณีแม้ทั้งหมดเป็นมาติกาในธาตุกถา" ดังนี้ แต่ทรงแสดงธรรมมีขันธ์เป็นต้น ที่ควรจำแนกโดยนัยมีการสงเคราะห์เข้ากันได้เป็นต้นไว้โดยย่อ แล้วตั้งไว้ในภายในแห่งธาตุกถานั่นแหละ. ข้อนี้ แม้จะกล่าวว่า "เป็นปกิณณกมาติกา" ดังนี้ก็ได้ เพราะความที่บททั้งหลายมีขันธ์เป็นต้นมิได้สงเคราะห์ไว้ในธัมมสังคณีมาติกา.

มาติกาที่ทรงตั้งไว้ด้วยบททั้งหลาย ๔ บท คือ "ตีหิ สงฺคโห, ตีหิ อสงฺคโห, จตูหิ สมฺปโยโค, จตูหิ วิปฺปโยโค" นี้ชื่อว่านยมุขมาติกา.

จริงอยู่ ธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้และสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบไว้ในธรรมทั้งหลายมีปัญจขันธ์เป็นต้นแม้ทั้งปวง และในธรรมแห่งมาติกาทั้งหลายมีกุสลติกะเป็นต้น ด้วยบทแห่งขันธ์ อายตนะและธาตุทั้ง ๓ นั่นแหละ. โดยทำนองเดียวกัน สัมปโยคะก็ดี วิปปโยคะก็ดี ก็ทรงประกอบไว้ด้วยอรูปขันธ์ทั้ง ๔. บททั้ง ๔ เหล่านี้ ทรงเรียกว่านยมุขมาติกา เพราะความที่ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมที่ทรงตั้งไว้เพื่อแสดงถึงหัวข้อแห่งนัยทั้งหลายมีธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้เป็นต้นเหล่านี้.

มาติกาที่ทรงตั้งไว้ด้วยบททั้ง ๒ คือ "สภาคะและวิสภาคะ" ชื่อว่าลักขณมาติกา.

เล่มที่ ๓๖ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติ๑๑๖

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “เอกกมาติกา”