คำว่า "ปญฺญาย จสฺส ทิสฺวา" อธิบายว่า เพราะเห็นความเป็นไปแห่งสังขารด้วยวิปัสสนาปัญญา เห็นสัจธรรมทั้งสี่ ด้วยมรรคปัญญา. คำว่า "เอกจฺเจ อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ" อธิบายว่า อาสวะทั้งหลายอันปฐมมรรคเป็นต้น พึงฆ่าส่วนหนึ่งๆ สิ้นไปแล้ว บุคคลนี้ ท่านเรียกว่า "สมยวิมุตฺโต" แปลว่า ผู้พ้นแล้วโดยสมัย.

ในข้อว่า "ปุคฺคโล สมยวิมุตฺโต" นี้จะกล่าวว่า บุคคลผู้ได้สมาบัติ ๘ ถูกต้องวิโมกข์ ด้วยนามกายนั้นแล้ว จึงอยู่ก็ควร แต่ในพระบาลีท่านกล่าวไว้ว่า "เอกจฺเจ อาสวา ปริกฺขีณา" แปลว่า อาสวะบางอย่างสิ้นไปแล้ว จริงอย่างนั้น ขึ้นชื่อว่าอาสวะทั้งหลายของปุถุชนสิ้นไปแล้วย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงประสงค์เอาปุถุชน ที่ถูกควรจะกล่าวว่า แม้พระขีณาสพ ผู้ได้สมาบัติ ๘ ถูกต้องวิโมกข์ด้วยนามกายนั้นแล้วอยู่ แต่ว่า ธรรมดาว่าอาสวะทั้งหลายของพระขีณาสพนั้นยังไม่สิ้นไปมิได้มี เพราะฉะนั้น พระขีณาสพนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้ทรงพระประสงค์เอา.

ก็คำว่า "สมยวิมุตฺโต" นี้ พึงทราบว่าเป็นชื่อของพระโสดาบัน พระสกทาคามีและพระอนาคามี รวม ๓ จำพวกเท่านั้น. จบอรรถกถาสมยวิมุตตบุคคล.

อรรถกถาอสมยวิมุตตบุคคล

เล่มที่ ๓๖ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติ๒๑๖

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “เอกกนิทเทส”