พระจุลนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฏก กล่าวไว้ก่อนว่า บุคคลใดพ้นแล้วด้วยวิกขัมภนวิโมกขสมาบัติ และพ้นแล้วด้วยสมุจเฉทวิโมกขมรรค เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อุภโตภาควิมุตตบุคคล.

พระมหาธรรมรักขิตตเถระ ผู้ทรงพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า บุคคลผู้นี้อาศัยนาม แล้วกล่าวว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน อุปสีวะ เปลวไฟถูกกำลังลมพัดแล้ว ย่อมดับไป ไม่เข้าถึงการนับได้ ฉันใด มุนีผู้หลุดพ้นวิเศษแล้วจากนามกายย่อมดับไป คือย่อมอุปาทาปรินิพพาน ย่อมไม่เข้าถึงซึ่งการนับว่า เป็นคนเป็นสัตว์ได้ ฉันนั้น" ครั้นนำพระสูตรเรื่องอุปสีวมาณวปัญหาที่ ๖ ในโสฬสปัญหามาแล้ว จึงกล่าวว่า ชื่อว่าอุภโตภาควิมุตตบุคคล เพราะหลุดพ้นวิเศษแล้วจากนามกายและรูปกาย.

ส่วนพระจูฬภยเถระผู้ทรงพระไตรปิฎก กล่าวไว้ว่า บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้วด้วยวิกขัมภนวิโมกขสมาบัติสิ้นวาระหนึ่ง พ้นวิเศษแล้วด้วยสมุจเฉทวิโมกขมรรคสิ้นวาระหนึ่ง จึงเรียกว่าอุภโตภาควิมุตตบุคคล. ก็พระเถระทั้ง ๓ รูปนี้เป็นบัณฑิต ท่านตั้งวาทะไว้ให้เป็นแบบด้วยการใคร่ครวญว่า "เหตุในวาทะทั้ง ๓ ย่อมเห็นได้" ก็เมื่อกล่าวโดยสังเขป บุคคลใดพ้นวิเศษแล้วจากรูปกาย ด้วยอรูปสมาบัติ พ้นวิเศษแล้วจากนามกาย ด้วยมรรค เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น จึงชื่อว่าอุภโตภาควิมุตตบุคคล เพราะหลุดพ้นวิเศษแล้วจากส่วนทั้งสอง.

บุคคลที่ชื่อว่าอุภโตภาควิมุต นั้นมี ๕ จำพวก คือ บุคคลผู้ได้อรูปสมาบัติ ๔ ออกจากรูปสมาบัติแล้วพิจารณาสังขารทั้งหลายแล้วจึงบรรลุพระอรหัต เป็น ๔ จำพวก และพระอนาคามีผู้ออกจากนิโรธสมาบัติแล้วบรรลุพระอรหัต ๑. บรรดาพระอริยะทั้ง ๕ นั้น ๔ พวกแรก ท่านไม่เข้านิโรธ อันมีสมาบัติเป็นประธาน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอุภโตภาควิมุตโดยปริยาย ท่านพระอนาคามีผู้ได้สมาบัตินั้นแล้ว เมื่อออกจากสมาบัติก็เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอุภโตภาควิมุตตเสฏฐบุคคล โดยนิปปริยาย.

เล่มที่ ๓๖ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติ๒๖๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “เอกกนิทเทส”