อธิบายว่า ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมยังโลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้น ท่านเหล่านั้นทั้งหมดย่อมกระทำธรรม ๒ อย่างนี้ คือศรัทธาและปัญญา ให้เป็นธุระ อาศัยฐานะทั้ง ๒ เหล่านี้คือสมถาภินิเวสและวิปัสสนาภินิเวส และย่อมหลุดพ้นด้วยสีสะทั้ง ๒ เหล่านี้คืออุภโตภาควิมุตตสีสะและปัญญาวิมุตตสีสะ.

บรรดาท่านเหล่านั้น ภิกษุรูปใดได้สมาบัติ ๘ กระทำปัญญาให้เป็นธุระ อาศัยอำนาจสมถะกระทำอรูปสมาบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เป็นปทัฏฐานแล้วเริ่มตั้งวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต ภิกษุรูปนั้นในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ชื่อว่าธัมมานุสารี แต่ในฐานะ ๖ ข้างหน้า คือตั้งแต่โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรค ชื่อว่ากายสักขี. เมื่อบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ชื่อว่าอุภโตภาควิมุต.

อีกรูปหนึ่งทำปัญญาอย่างเดียวเท่านั้นให้เป็นธุระ อาศัยอำนาจวิปัสสนาพิจารณาสุทธสังขาร หรือรูปาวจรฌานอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรลุพระอรหัต. ภิกษุแม้นี้ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ชื่อว่าธัมมานุสารี แต่ในฐานะ ๖ ข้างหน้า คือตั้งแต่โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรค ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ. เมื่อบรรลุพระอรหัตผล ชื่อว่าปัญญาวิมุต.

ชื่อ ๒ อย่างคือปัญญาวิมุตและทิฏฐิปัตตะ ไม่เคยมีในที่นี้ และรวมกับชื่อก่อนๆ อีก ๓ ชื่อ คือธัมมานุสารี กายสักขีและอุภโตภาควิมุต จึงเป็น ๕ ชื่อด้วยกัน.

เล่มที่ ๓๖ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติ๒๘๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “เอกกนิทเทส”