ก็บุคคล ๗ จำพวกนี้ ท่านแสดงการอุปมาไว้ด้วยห้วงน้ำเป็นอุทาหรณ์ดังนี้
ได้ยินว่า นายชังฆพาณิช คือพ่อค้าเร่ ๗ คนเดินทางไกลถึงแม่น้ำเต็มฝั่งในระหว่างหนทาง บรรดาพ่อค้าเหล่านั้น พ่อค้าคนที่ ๑ เป็นผู้กลัวน้ำหยั่งลงก่อนแล้วก็ดำลงจากท่าเป็นที่ข้ามนั่นแหละไม่สามารถที่จะโผล่ขึ้นอีก เขาจึงตกเป็นภักษาหารของปลาและเต่าในแม่น้ำนั้นนั่นแหละ. พ่อค้าคนที่ ๒ ดำลงแล้ว ณ ที่เป็นที่ข้าม โผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วก็จมลงอีกไม่อาจเพื่อจะโผล่ขึ้นได้ เขาจึงเป็นภักษาหารของปลาและเต่าในแม่น้ำนั้นเหมือนกัน. พ่อค้าคนที่ ๓ ดำลงแล้ว โผล่ขึ้นแล้ว หยุดอยู่ในท่ามกลางแม่น้ำ ไม่อาจเพื่อจะไปฝั่งโน้น ไม่อาจจะมาฝั่งนี้. พ่อค้าคนที่ ๔ ดำลงแล้ว โผล่ขึ้นแล้ว หยุดอยู่แลดูท่าเป็นที่ข้ามไป. พ่อค้าคนที่ ๕ ดำลงแล้ว โผล่ขึ้นแล้ว หยุดแลดูท่าเป็นที่ข้ามแล้วจึงข้ามไป. พ่อค้าคนที่ ๖ ดำลงแล้ว โผล่ขึ้นแล้ว ข้ามไปแล้วถึงฝั่งโน้นแล้วจึงหยุดอยู่ในที่น้ำแค่สะเอว. พ่อค้าคนที่ ๗ ดำลงแล้ว ฯลฯ ถึงฝั่งโน้นแล้วอาบน้ำชำระตัวด้วยจุณหอมเป็นต้น นุ่งห่มผ้าอันประเสริฐ ลูบไล้ด้วยของหอม ประดับดอกอุบลเขียวเป็นต้น แล้วประดับด้วยเครื่องอลังการนานาชนิด แล้วจึงเข้าไปสู่มหานคร ก้าวขึ้นสู่ปราสาทบริโภคโภชนะอันอุดม.
ในข้อนั้น บัณฑิตพึงทราบคำอุปมาดังนี้ คือบุคคล ๗ จำพวกเหล่านี้เปรียบเหมือนพ่อค้าเร่ ๗ คนนั้น วัฏฏะเปรียบเหมือนแม่น้ำ, การจมลงในวัฏฏะของนิยตมิจฉาทิฏฐิ.
บัณฑิตพึงทราบว่าเหมือนกับการจมลงในท่าเป็นที่ข้ามของพ่อค้าผู้กลัวน้ำคนที่ ๑ บุคคลผู้โผล่ขึ้นด้วยเหตุสักว่าการเกิดขึ้นแห่งศรัทธาเป็นต้นแล้วจมลง เพราะความเสื่อมศรัทธาเป็นต้นนั้น เหมือนกับพ่อค้าคนที่โผล่ขึ้นครั้งเดียวแล้วก็จมลงไปในแม่น้ำ. พระโสดาบันแลดูอยู่ซึ่งทางอันตนพึงไป หรือทิศทางที่ควรจะไป เหมือนกับพ่อค้าคนที่โผล่ขึ้นจากน้ำแลดูซึ่งท่าเป็นที่ข้าม. พระสกทาคามี ชื่อว่ากำลังข้ามไป เพราะความที่ตนเป็นผู้มีกิเลสเบาบาง เปรียบเหมือนกับพ่อค้าที่กำลังข้ามไป. พระอนาคามี ชื่อว่าหยุดอยู่ เพราะความเป็นผู้ไม่กลับมาสู่กามโลกนี้ เหมือนกับพ่อค้าคนที่ข้ามไปแล้วยืนอยู่ที่น้ำแค่สะเอว.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที