เมื่อถามซ้ำอีก ปรวาทีก็ตอบรับรองเพราะหมายเอาเนื้อความนี้ว่า มารดาบิดาย่อมให้บุคคลเกิด ย่อมตั้งชื่อ ย่อมเลี้ยงดู เพราะฉะนั้น มารดาบิดาเหล่านั้นจึงชื่อว่าผู้ทำ ส่วนกัลยาณมิตรหรืออาจารย์เหล่าใดย่อมให้ศิษย์ศึกษาวิชาการ และเรียนศิลปะทั้งหลายนั้นๆ กัลยาณมิตรหรืออาจารย์เหล่านั้นชื่อว่าผู้ให้ทำ ดังนี้.

ท่านอธิบายว่า กรรมเก่าเท่านั้นท่านประสงค์เอาว่า เป็นผู้ทำเป็นผู้ให้ทำกรรมนั้นๆ ท่านกล่าวคำนี้ว่า ถ้าว่า ผู้ทำของผู้ทำกรรมทั้งหลายมีอยู่ไซร้ ผู้ทำแม้แก่ผู้นั้นต่อๆ กันมาก็มีอยู่นั่นแหละ ด้วยคำนี้ว่า แก่บุคคลนั้นๆ นั่นแหละ ดังนี้ ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ บุคคลผู้เกิดก่อนๆ ก็พึงทำบุคคลผู้เกิดภายหลังโดยแท้ๆ แม้ด้วยคำนี้ บุคคลผู้ทำกรรมเหล่านั้น พึงทำบุคคลอื่นๆ ต่อไป. แม้บุคคลนั้นก็พึงทำบุคคลอื่นๆ.

สกวาทีถามว่า นิพพานใด คือการทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี การตัดวัฏฏะไม่มี ความดับรอบอันไม่มี ปัจจัยก็ไม่มี นิพพานนั้นไม่มี แก่บุคคลนั้นๆ เพราะความไม่มีปัจจัย เพราะความไม่มีทุกข์อื่นเนื่องด้วยปัจจัยหรือ?

อีกอย่างหนึ่ง คำว่า แก่บุคคลนั้นๆ นั่นแหละ อธิบายว่า ถ้าว่า ความสืบเนื่องกันมาของบุคคลมีอยู่อย่างนี้ว่า กรรมสักว่าการกระทำไม่มี มีแต่บุคคลผู้ทำบุคคล แม้นั้นๆต่อๆ กันมา ดังนี้ ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ การกล่าวว่า การทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์เพราะเหตุอันไม่ให้ความเป็นไปแห่งกัมมวัฏฏะอันใดนี้นั้น ก็ไม่มีแก่บุคคลนั้นๆ ดังนี้. ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนาคำนั้น จึงปฏิเสธ.

เล่มที่ ๓๗ กถาวัตถุ๑๒๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “กัลยาณวรรค”