บรรดาญาณเหล่านั้น วิปัสสนาชื่อว่าวิมุตติญาณ เพราะหลุดพ้นแล้วจากนิมิตตารมณ์เป็นนิตย์ หรือเพราะความเป็นตทังควิมุติ. มรรคชื่อว่าสมุจเฉทวิมุติ ผลชื่อว่าปฏิปัสสัทธิวิมุติ ก็ปัจจเวกขณญาณย่อมรู้ซึ่งวิมุติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าวิมุตติญาณ
ในวิมุตติญาณ ๔ อย่างนี้ ผลญาณเท่านั้นหลุดพ้นแล้วโดยสิ้นเชิง วิมุตติญาณ ๓ ที่เหลืออันใครๆ ไม่พึงกล่าวว่า หลุดพ้นแล้วหรือว่าไม่หลุดพ้นแล้ว ดังนี้ เพราะฉะนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า วิมุตติญาณหลุดพ้นแล้วโดยไม่แปลกกันเลย เพราะไม่กล่าวว่า วิมุตติญาณชื่อนี้หลุดพ้นแล้ว ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ถูกถามอีกว่า วิมุตติญาณไม่ว่าอย่างใด (ทั้ง) หมดชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาปัจจเวกขณญาณเป็นต้น. ถูกถามว่า ของบุคคลผู้ปฏิบัติ เป็นต้น ก็ตอบรับรอง หมายเอาความไม่มีอาสวะของมรรคญาณ.
สกวาทีกล่าวว่า ญาณของพระโสดาบัน ดังนี้เป็นต้นอีก เพื่อท้วงว่า ก็ญาณนั้นไม่ใช่ญาณของพระโสดาบันผู้ตั้งอยู่ในผล แต่ก็ชื่อว่า วิมุตติญาณหรือ ดังนี้. พึงทราบเนื้อความในที่ทั้งปวงโดยอุบายนี้ ดังนี้แล. อรรถกถาวิมุตติกถา จบ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที