ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวกะปรวาทีนั้นว่า ทุกครั้งที่ถูกต้องอยู่เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ผิว่า เหตุสักว่าการแผ่ออกไปแห่งวิตกเป็นเสียงไซร้ แม้การแผ่ออกไปแห่งผัสสะเป็นต้น ก็พึงเป็นเสียง ดังนี้. ปรวาที เมื่อไม่เห็นเลศนัยของพระสูตรเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ.

คำว่า ความแผ่ออกไปแห่งวิตกเป็นเสียงที่พึงรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ ความว่า สกวาทีทำปัญหาถามว่า เหตุสักว่าการแผ่ออกไปแห่งวิตกนั่นแหละเป็นเสียง ไม่ทำปัญหาถามถึงเสียงอันเกิดขึ้นเพราะความแผ่ออกไปแห่งวิตกของบุคคล ผู้หลับหรือผู้เผลอสติ ดังนี้ ปรวาทีจึงตอบปฏิเสธ.

เพราะลัทธินั้นนั่นแหละ สกวาทีจึงแสดงคำนี้ว่า ความแผ่ไปแห่งวิตกไม่เป็นเสียงที่พึงรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ...มิใช่หรือ ดังนี้.

จริงอยู่ เขากล่าวซึ่งเหตุสักว่าการแผ่ออกไปแห่งวิตกเท่านั้น ว่าเป็นเสียง แต่เสียงนั้นบุคคลไม่พึงรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ แต่ปรวาทีกล่าวว่า เสียงนั้นพึงรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณนั่นแหละ เพราะพระบาลีว่า บุคคลฟังเสียงอันแผ่ออกไปแห่งวิตกแล้ว เขาย่อมทายใจ คือย่อมรู้ถึงใจของผู้อื่นได้ ดังนี้. อรรถกถาวิตักกวิปผารสัททกถา จบ.

เล่มที่ ๓๗ กถาวัตถุ๔๖๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “วิตักกวิปผารสัททกถา”