[๔๒๘] ส. สติเป็นสติปัฏฐาน และสตินั้นเป็นสติ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขายตนะเป็นสติปัฏฐาน และจักขายตนะนั้นเป็นสติ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สติเป็นสติปัฏฐาน และสตินั้นเป็นสติ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โสตายตนะ ฯลฯ กายายตนะ รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็นสติปัฏฐาน และ อโนตตัปปะนั้นเป็นสติ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๔๒๙] ส. จักขายตนะ เป็นสติปัฏฐาน แต่จักขายตนะนั้นไม่เป็นสติ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สติเป็นสติปัฏฐาน แต่สตินั้นไม่เป็นสติ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตายตนะ ฯลฯ กายตนะ รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็นสติปัฏฐาน แต่อโนตตัปปะนั้น ไม่เป็นสติ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สติเป็นสติปัฏฐาน แต่สตินั้นไม่เป็นสติ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๔๓๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. สติปรารภธรรมทั้งปวงตั้งมั่นได้ มิใช่หรือ? ส. หากว่าสติ ปรารภธรรมทั้งปวง ตั้งมั่นได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง กล่าวว่า ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน
[๔๓๑] ส. เพราะสติปรารภธรรมทั้งปวงตั้งมั่นได้ ฉะนั้นธรรมทั้งปวงจึงชื่อว่า สติ ปัฏฐาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะผัสสะปรารภธรรมทั้งปวงตั้งมั่นได้ ฉะนั้นธรรมทั้งปวงจึงชื่อว่า ผัสสปัฏฐาน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ