[๖๖๓] ส. เมื่อเห็นจักขุธาตุโดยความไม่เที่ยงแล้ว ธาตุ ๑๘ ก็เป็นอันได้เห็นโดย ความไม่เที่ยง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุธาตุเป็นธาตุ ๑๘ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

[๖๖๔] ส. เมื่อเห็นจักขุนอินทรีย์โดยความไม่เที่ยงแล้ว อินทรีย์ ๒๒ ก็เป็นอันได้ เห็นโดยความไม่เที่ยงหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุนทรีย์ เป็นอินทรีย์ ๒๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

[๖๖๕] ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๔ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. โสดาปัตติผล เป็น ๔ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๘ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. โสดาปัตติผลเป็น ๘ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๑๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. โสดาปัตติผลเป็น ๑๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลด้วยญาณ ๔๔ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. โสดาปัตติผล เป็น ๔๔ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๗๗ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. โสดาปัตติผลเป็น ๗๗ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

[๖๖๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรลาดไปโดย ลำดับ ลุ่มไปโดยลำดับ ลึกไปโดยลำดับ มิได้ลึกเป็นเหวแต่เบื้อง ต้นทีเดียว แม้ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเทียวแลเป็นการศึกษา โดยลำดับ เป็นการกระทำโดยลำดับ เป็นการปฏิบัติโดยลำดับ มิ ได้เป็นการแทงตลอดโดยรู้ทั่วถึงแต่เบื้องต้นทีเดียว ดังนี้ เป็นสูตร มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น การตรัสรู้ธรรมก็เป็นการตรัสรู้โดยลำดับน่ะสิ

เล่มที่ ๓๗ กถาวัตถุ๒๑๕

ที่มาและฉบับอื่นของ “อนุปุพพาภิสมยกถา