[๑๔๐๔] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจาทั้งที่ เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิทั้งที่ เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจาทั้งที่ เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสังกัปปะ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาวายามะทั้งที่เป็นโลกิยะ และโลกุตตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาสติทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาสมาธิทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมากัมมันตะ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ฯลฯ
[๑๔๐๕] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาอาชีวะ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิทั้งที่ เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาอาชีวะ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสังกัปปะ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาสมาธิทั้งที่เป็นโลกิยะและ โลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๐๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วย ศีล ๒ อย่าง หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. เมื่อศีลอันเป็นโลกิยะดับไปแล้ว มรรคจึงเกิดขึ้นหรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลผู้ทุศีล มีศีลขาด มีศีลทะลุ ยังมรรคให้เกิดได้หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วย ศีล ๒ อย่าง นะสิ ทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา จบ -------------------- สิลัง อเจตสิกันติกถา