ความแปลกกันอันใด มีอยู่ในที่ใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) จักพรรณนาความแปลกกันนั้น ในที่นั้นต่อไป กล่าวคือในเอกมูลยมก กุศลทั้งหลายบัณฑิตไม่ควรถือเอากุศลที่มีมูลอันหนึ่งด้วยอรรถแห่งการนับ แต่ควรถือเอาด้วยอรรถแห่งการนับ แต่ควรถือเอาด้วยอรรถที่เสมอกันว่าธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล.
อธิบายว่า ในเอกมูลยมกนี้ กุศลเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เสมอกันกับกุศลมูล มูลใดเป็นมูลของผัสสะ มูลนั้นก็เป็นมูลของธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นนั่นแหละ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงรับรองความที่กุศลเหล่านั้นเป็นอย่างนั้น จึงตรัสคำว่า อามนฺตา = ใช่.
คำว่า กุสลสมุฏฺฐานํ ท่านแสดงรูปซึ่งมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน.
คำว่า เอกมูลํ ได้แก่ มีมูลเสมอกันกับกุศลมูลมีอโลภะเป็นต้น มูลทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้น ชื่อว่ามูล เพราะเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นฉันใด มูลนั้นก็เป็นมูลแม้แก่สมุฏฐานรูปฉันนั้น แต่สมุฏฐานรูปนั้นไม่ใช่กุศล เพราะความไม่มีลักษณะแห่งกุศล.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที