อธิบายว่า ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น ความเป็นเหตุปัจจัยย่อมไม่สำเร็จในรูปที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน เพราะว่าเหตุนั้นไม่ได้ให้รูปเหล่านั้น สำเร็จความเป็นกุศลเป็นต้น แต่ชื่อว่าไม่เป็นปัจจัยหาได้ไม่ ดังนี้.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า "เหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุและแก่รูปที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย."

อนึ่ง เว้นจากเหตุนั้น อเหตุกจิตก็สำเร็จเป็นอัพยากตธรรมได้. และแม้สเหตุกจิตก็สำเร็จความเป็นกุศลเป็นต้นได้ เนื่องด้วยโยนิโสมนสิการเป็นต้น เหตุที่สัมปยุตหาเกี่ยวข้องด้วยไม่. ก็ถ้าบรรดาเหตุที่สัมปยุตพึงเป็นกุศลเป็นต้นได้ ตามสภาพเอง บรรดาธรรมที่สัมปยุต ด้วยเหตุนั้น ก็ต้องเนื่องเฉพาะด้วยเหตุ อโลภะพึงเป็นกุศลหรืออัพยากตะก็ได้. แต่เพราะเป็นได้โดยประการทั้งสอง ฉะนั้น อโลภะพึงเป็นกุศลหรืออัพยากตะในธรรมทั้งหลายตามที่ประกอบ. ด้วยประการดังกล่าวมาแล้วนี้ จำต้องค้นหาความเป็นกุศลเป็นต้น แม้ในเหตุทั้งหลายอีก ก็เมื่อไม่ถือเอาอรรถ คือมูลรากแห่งเหตุเกี่ยวกับการให้ธรรมทั้งหลายสำเร็จเป็นกุศลเป็นต้น ถือเอาด้วยอำนาจการให้สัมปยุตธรรม สำเร็จความตั้งมั่นด้วยดีย่อมไม่ผิดอะไร.

จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายที่ได้เหตุปัจจัยแล้วย่อมตั้งมั่นด้วยดี เหมือนต้นไม้ที่มีรากงอกแล้ว. ส่วนธรรมที่ไม่มีเหตุย่อมไม่ตั้งมั่นด้วยดี เหมือนสาหร่ายซึ่งเป็นพืชที่เกิดในน้ำเป็นต้น. ธรรมที่อุปการะโดยอรรถว่าเป็นมูลราก คือเป็นธรรมที่มีอุปการะโดยให้สำเร็จความตั้งมั่นด้วยดี ผู้ศึกษาพึงทราบว่าเป็นเหตุปัจจัย ด้วยประการฉะนี้. ๒. อารัมมณปัจจัย

เล่มที่ ๔๐ ปัฏฐาน ภาค ๑๑๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “ปัจจัย ๒๔”