คือกุศลย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่อกุศล ด้วยอำนาจของอนันตระเป็นต้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงนำเอาอนันตรปัจจัยเป็นต้นเหล่านั้นออก แล้วตรัสว่า "อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย" โดยหมายเอา อารัมมณาธิปติ และปกตูปนิสสยปัจจัย อันท่านสงเคราะห์แล้วด้วยอารัมมณูปนิสสยปัจจัย. เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ปัจจัยทั้งหลาย ๓ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๒ ในปัญหาที่ ๒ คืออารัมมณปัจจัยล้วนๆ กับอธิปติปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย ด้วยอำนาจอารัมมณาธิปติ.
ก็ในปัญหาที่ ๓ (กุ - อัพ) ปัจจัย ๑๘ ปัจจัย ท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๕. อย่างไร?
คือกุศลย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ ด้วยอำนาจของอัญญมัญญะ ปุเรชาตะ อาเสวนะ วิปากะและสัมปยุตตปัจจัย. ย่อมเป็นด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๙ ที่เหลือ. บรรดาปัจจัยเหล่านั้น อารัมมณปัจจัยมี ๑. ก็เพราะกุศลย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ ด้วยอำนาจอัญญมัญญะ วิปากะและสัมปยุตตปัจจัย. เหตุปัจจัยถูกปฏิเสธออก กัมมปัจจัยท่านถือเอาอีกแผนกหนึ่ง เพราะฉะนั้น ท่านจึงนำปัจจัย ๕ เหล่านี้ออก แล้วแสดงปัจจัย ๑๐ ด้วยสหชาตปัจจัย. บรรดาปัจจัย ๖ ที่ท่านกล่าวไว้ในหนหลังโดยอุปนิสสยปัจจัย เว้นอาเสวนปัจจัย ปัจจัยที่เหลือมี ๕ ปัจฉาชาตปัจจัยมี ๑ เท่านั้น.
อนึ่ง กัมมปัจจัยมี ๒ อย่าง ด้วยอำนาจสหชาตกัมมปัจจัยและนานากขณิกกัมมปัจจัย ผู้ศึกษาพึงทราบว่าปัจจัย ๑๘ เหล่านี้ ท่านแสดงด้วยปัจจัย ๕ ในปัญหาที่ ๓ อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที