จริงอยู่ เหตุนั้น คือโมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา เป็นเหตุปัจจัยเองแก่ธรรมที่สัมปยุต และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน. แต่เพราะไม่มีเหตุอื่นสัมปยุตด้วย จึงชื่อว่าไม่เกิดเพราะเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น เว้นเหตุปัจจัยเสีย โมหมูลจิตก็เกิดได้ เพราะปัจจัยอันเหมาะแก่ตนที่เหลือในธรรมที่ตรงกันข้ามทั้งหมด. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความไปตามนัยนี้.

คำว่า อเหตุกํ วิปากาพฺยากตํ พึงทราบด้วยอำนาจจิตที่ยังรูปให้เกิดขึ้น แม้ในบทอื่นที่เช่นนี้ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ในนอธิปติปัจจัย แม้อธิบดีจะไม่ได้อธิปติปัจจัย เพราะไม่มีอธิบดีที่สองเกิดร่วมกับตนก็จริง แต่อธิบดีจะไม่มีอธิบดีเหมือนโมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ เป็นอเหตุกะหาได้ไม่. ก็ในเวลาที่กุศลธรรมเป็นต้น ไม่ทำฉันทะเป็นต้น ให้เป็นอธิบดีเกิดขึ้น กุศลธรรมเป็นต้นทั้งหมดไม่เป็นอธิบดี เพราะฉะนั้น เทศนามีอาทิว่า เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา นี้ พึงทราบว่า พระองค์เทศนาไว้ด้วยอำนาจเทศนามีการรวบรวมไว้ซึ่งอธิบดีทั้งหมด ไม่ใช่ยกขึ้นเพียงอธิบดีแยกกันไปเหมือนโมหะ. ในนอนันตรปัจจัย และนสมนันตรปัจจัย มีรูปเท่านั้นเป็นปัจจยุบบัน เหมือนในนอารัมมณปัจจัย. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นอารมฺมณปจฺจยสทิสํ.

สหชาตปัจจัยขาดหายไป. นิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัยก็ขาดหายไปเหมือนสหชาตปัจจัย. เพราะเหตุไร? เพราะปัจจัยเหล่านี้ไม่มีอะไรเกิดแยกกัน.

เล่มที่ ๔๐ ปัฏฐาน ภาค ๑๒๕๕

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “ปัจจยปัจจนียนัย”