จริงอยู่ เพราะการบอกปัดเสียซึ่งสหชาตปัจจัย นิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย รูปธรรมและอรูปธรรมแม้สักอย่างหนึ่งก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ปัจจัยเหล่านั้นจึงลดไป. ในวิภังค์แห่งนอัญญมัญญปัจจัย พึงทราบการเว้นหทยวัตถุด้วยคำว่า กฏัตตารูป อาศัยวิปากาพยากตขันธ์เกิดขึ้นในปฏิสนธิกาล. รูปเท่านั้นเป็นปัจจยุบบันในวิภังค์แห่งนอุปนิสสยปัจจัย. เพราะรูปนั้นไม่ได้อุปนิสสยปัจจัย. ส่วนอรูป (นาม) ไม่ได้อารัมมณูนิสสยปัจจัยและปกตูปนิสสยปัจจัยก็จริง แต่ก็ไม่พ้นอนันตรูปนิสสยปัจจัยไปได้. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นอารมฺมณปจฺจยสทิสํ.
ในนปุเรชาตปัจจัย คำว่า จิตฺตสมุฏฐานํ รูปํ ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจปัญจโวการภพ. สหชาตปัจจัยและปุเรชาตปัจจัย ย่อมถึงการรวมลงในคำนี้ว่า นปจฺฉาชาตปจฺจยา เพราะฉะนั้น บาลีในคำนี้จึงเช่นเดียวกับสหชาตปัจจัย. ก็บาลีนั้นขยายไว้อย่างพิสดารในนอธิปติปัจจัย ฉะนั้น ในที่นี้จึงย่อไว้.
นอาเสวนปัจจัย พึงทราบด้วยสามารถแห่งปฐมชวนะฝ่ายกุศลและอกุศล. กิริยาพยากตะก็เหมือนกัน. แม้ในอธิการนี้ก็พึงทราบบาลีด้วยอำนาจแห่งคำที่ท่านให้พิสดารในนอธิปติปัจจัย เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นปจฺฉาชาตปจฺจยมฺปิ นอาเสวนปจฺจยมฺปิ นาธิปติปจฺจยสทิสํ ดังนี้ (บาลีข้อ ๙๕).
ในกัมมปัจจัย ไม่ถือเอาวิบากเจตนาว่าได้นานักขณิกกัมมปัจจัย.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที