สองบทว่า เสกฺขานํ อนุโลมํ ความว่า กุศลย่อมไม่เป็นอนันตรปัจจัยแก่เสขธรรม เพราะฉะนั้น จึงทรงทำการแยกไว้. บทว่า ผลสมาปตฺตยา คือ ผลสมาบัติของโสดาปัตติผล สกทาคามิผลและอนาคามิผล. บทว่า ผลสมาปตฺติยา คือ อนาคามิผลสมาบัติ. ในอกุศลจิตย่อมได้วุฏฐานวิบากทั้งสอง.

ในคำว่า วิปากาพฺยากตา กิริยาพฺยากตา นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบวิปากาพยากตะเฉพาะแก่วิปากาพยากตะด้วยกันเท่านั้น และกิริยาพยากตะเฉพาะแก่กิริยาพยากตะด้วยกันเท่านั้นเหมือนกัน.

คำว่า ภวงฺคํ อาวชฺชนาย เป็นต้น ตรัสด้วยอำนาจธรรมที่เจือกัน.

ในคำว่า กิริยา นั้น กามาวจรกิริยาเป็นอนันตรปัจจัยแก่วุฏฐานวิบากทั้งสอง มหัคคตกิริยาเป็นอนันตรปัจจัยแก่ภวังค์เท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มคำว่า กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมที่เกิดหลังๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย แล้วแสดงวาระ ๗ วาระเหล่าใดไว้ในปัจจวิภังค์ในหนหลังว่า กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล กุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล อกุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่กุศล อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อกุศล (เพราะอำนาจของอนันตรปัจจัย). ในอธิการนี้ ท่านจำแนกอนันตรปัจจัยไว้โดยสังเขปด้วยอำนาจแห่งวาระเหล่านั้น แต่ว่าโดยพิสดารในอธิการนี้ บัณฑิตพึงกำหนดนิทเทส ๑๐-๑๗-๖๐ ถ้วนและมากกว่านั้นให้ดีแล.

เล่มที่ ๔๐ ปัฏฐาน ภาค ๑๓๒๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “[๕๐๕] กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม โดยอนันตรปัจจัย เป็นต้น”