ส่วนในคำว่า ตํสมุฏฺฐานานํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้ศัพท์ว่า ตํ นั้น เพราะปัจจัยที่ควรอธิบายปรากฏแล้ว.
จริงอยู่ ในอธิการนี้มีเนื้อความดังนี้ว่า เหตุเหล่านั้นด้วย ธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุด้วย เป็นสมุฏฐานแห่งรูปเหล่านี้ เพราะฉะนั้น รูปเหล่านี้จึงชื่อว่า มีเหตุและธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุเป็นสมุฏฐาน. เหตุเป็นปัจจัยแก่รูปเหล่านั้น อันมีเหตุและธรรมอันสัมปยุตด้วยเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน. อธิบายว่า แก่รูปอันเกิดจากเหตุและธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ. ทรงถือเอารูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานด้วยคำนี้.
ถามว่า ก็รูปนั้นย่อมเกิดขึ้น แม้ด้วยธรรมอื่นจากจิตก็ได้หรือ ตอบว่า เกิดขึ้นได้.
จริงอยู่ จิตและเจตสิกแม้ทั้งหมดเกิดพร้อมกันแล้ว จึงให้รูปเกิดขึ้นได้ (เว้นจากจิต คือเจตสิก) แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยโลกียธรรมเทศนาว่า รูปอันมีจิตเป็นสมุฏฐานตามวิธีนั้น เพราะความที่จิตเป็นใหญ่. เพราะเหตุนั้นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธรรมคือจิตและเจตสิก เป็นปัจจัยแก่รูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐานด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที