[๑๕๗๔] อัปปมาณารัมมณธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปมาณารัมมณธรรม โดย อารัมมณปัจจัย คือ พระอริยะทั้งหลายออกจากมรรค พิจารณามรรค พิจารณาผล บุคคลรู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิต ที่เป็นอัปปมาณารัมมณธรรมและปริตตธรรม โดยเจโตปริยญาณ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปมาณารัมมณธรรม เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสา นุสสติญาณ แก่ยถากัมมุปคญาณ แก่อนาคตตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย

[๑๕๗๕] อัปปมาณารัมมณธรรม เป็นปัจจัยแก่ปริตตารัมมณธรรม โดยอารัมมณ ปัจจัย คือ พระอริยะทั้งหลายพิจารณาโคตรภูมิ พิจารณาโวทาน พิจารณามรรคปัจจเวกขณะ พิจารณาผลปัจจเวกขณะ พิจารณานิพพานปัจจเวกขณะ บุคคลพิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปมาณารัมมณธรรม และปริตตธรรม โดย ความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ บุคคลรู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิต ที่เป็นอัปปมาณารัมมณธรรม และปริตต ธรรม โดยเจโตปริยญาณ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปมาณารัมมณธรรม และปริตตธรรม เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมุปคญาณ แก่อนาคตตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดย อารัมมณปัจจัย

[๑๕๗๖] อัปปมาณารัมมณธรรม เป็นปัจจัยแก่มหัคคตารัมมณธรรม โดย อารัมมณปัจจัย คือ พระอริยะทั้งหลายพิจารณาเจโตปริยญาณที่เป็นอัปปมาณารัมมณธรรม ฯลฯ เป็นปัจจัยแก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดย อารัมมณปัจจัย

[๑๕๗๗] ปริตตารัมมณธรรม เป็นปัจจัยแก่ปริตตารัมมณธรรม โดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม กระทำกุศลกรรมนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว พิจารณา กระทำกุศลกรรมทั้งหลายที่เคยสั่งสมไว้แล้วในกาลก่อนให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้ว พิจารณา บุคคลกระทำขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปริตตารัมมณธรรม และปริตตธรรมให้เป็นอารมณ์ อย่างหนักแน่นแล้ว ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่าง หนักแน่น ราคะ เกิดขึ้น ทิฏฐิ เกิดขึ้น ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นปริตตารัมมณธรรม เป็นปัจจัยแก่ สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย

เล่มที่ ๔๑ ปัฏฐาน ภาค ๒๔๓๓

ที่มาและฉบับอื่นของ “ปัญหาวาร