เจติยราชชาดก
ว่าด้วยเชฏฐาปจายนธรรม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๖๓ · บรรทัด ๔๙๓๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ส ราชา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าเจติยราชนั้น แต่ก่อนเคยสัญจรไปได้ในอากาศ ครั้นภายพลังถูกพระฤาษีสาบแล้วก็เสื่อมอำนาจถึงกำหนดเวลา คือกาลวิปโยคของตน ก็ถูกแผ่นดินสูบ. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะพระเจ้าเจติยราชลุอำนาจอคติมีฉันทาคติเป็นต้น จึงต้องไปอเวจี เหตุนั้น. บทว่า อทุฏฺจิตฺโต ความว่า ผู้ที่มีจิตไม่ถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษร้าย พึงกล่าว คำสัตย์เท่านั้น.
มหาชนพากันตกใจกลัวว่า พระเจติยราชด่าพระฤาษี กล่าวมุสาวาท ตกนรกอเวจีแล้ว. พระโอรส ๕ องค์ ของพระเจ้าเจติยราชพากันหมอบลงที่เท้าของพระดาบสกล่าวว่า ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของพวกข้าพเจ้าเถิด. พระดาบสทูลว่า พระชนกของพระองค์ยังธรรมให้พินาศกล่าวมุสาวาท ด่าพระฤาษีจึงตกนรกอเวจี ขึ้นชื่อว่าธรรมนี้ อันบุคคลทำลายแล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้น พวกพระองค์ไม่สามารถจะพากันอยู่ในที่นี้ได้ ดังนี้แล้ว เรียกพระโอรสองค์ใหญ่มาทูลว่า ขอพระองค์จงออกทางประตูด้านทิศปราจีน เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบช้างแก้วเผือกล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า หัตถิปุระ. เรียกพระโอรสที่สองมาทูลว่า พระองค์จงออกทางประตูด้านทิศทักษิณ เสด็จตรงไปนั่นแหละเมื่อเสด็จไปจะพบม้าแก้วขาวล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า อัสสปุระ. แล้วเรียกพระโอรสองค์ที่สามมาทูลว่า พระองค์จงเสด็จออกทางประตูด้านทิศปัจฉิม เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบไกรสรราชสีห์ พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่าสีหปุระ. แล้วเรียกพระโอรสองค์ที่สี่มาทูลว่า พระองค์จงเสด็จออกทางประตูด้านทิศอุดร เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบจักรบัญชรที่ทำด้วยแก้วล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า อุตตรบัญชร. แล้วเรียกพระโอรสองค์ที่ห้ามาทูลว่า พระองค์ไม่อาจจะอยู่ในที่นี้ได้ จงสร้างพระสถูปใหญ่ไว้ในพระนครนี้ แล้วเสด็จออกตรงไปทางทิศพายัพ เมื่อเสด็จไปจักพบภูเขาของลูก โอนยอดเข้ากระทบกัน ส่งเสียงดังว่า ทัทธะ. พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่าทัทธปุระ. พระราชโอรสทั้งห้าองค์ได้ไปสร้างนครอยู่ในที่นั้น ๆ ตามสัญญาณนั้น.
พระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตทำมุสาวาทแล้วถูกแผ่นดินสูบ แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็ทำมุสาวาท แล้วถูกแผ่นดินสูบเหมือนกัน ดังนี้แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้าเจติยราชในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต ส่วนกปิลพราหมณ์ ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาเจติยราชชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๕๓๕–๕๕๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อัฏฐกนิบาตชาดก ๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
ธมฺโม หเว หโต หนฺติ นาหโต หนฺติ กิญฺจินํ ๑ ตสฺมา หิ ธมฺมํ น หเน มา ตํ ๒ ธมฺโม หโต หนิ ฯ
อลิกํ ภาสมานสฺส อปกฺกมนฺติ เทวตา ปูติกญฺจ มุขํ วาติ สกฏฺฐานา จ ธํสติ โย ชานํ ปุจฺฉิโต ปญฺหํ อญฺญถา นํ วิยากเร สเจ หิ สจฺจํ ภณสิ โหหิ ราช ยถา ปุเร มุสา เจ ภาสเส ราช ภูมิยํ ติฏฺฐ เจติย ฯ
อกาเล วสฺสตี ตสฺส กาเล ตสฺส น วสฺสติ โย ชานํ ปุจฺฉิโต ปญฺหํ อญฺญถา นํ วิยากเร สเจ หิ สจฺจํ ภณสิ โหหิ ราช ยถา ปุเร มุสา เจ ภาสเส ราช ภูมึ ปวิส เจติย ฯ
ชิวฺหา ตสฺส ทฺวิธา โหติ อุรคสฺเสว ทิสมฺปติ โย ชานํ ปุจฺฉิโต ปญฺหํ อญฺญถา นํ วิยากเร สเจ หิ สจฺจํ ภณสิ โหหิ ราช ยถา ปุเร มุสา เจ ภาสเส ราช ภิยฺโย ปวิส เจติย ฯ
ชิวฺหา ตสฺส น ภวติ มจฺฉสฺเสว ทิสมฺปติ โย ชานํ ปุจฺฉิโต ปญฺหํ อญฺญถา นํ วิยากเร สเจ หิ สจฺจํ ภณสิ โหหิ ราช ยถา ปุเร มุสา เจ ภาสเส ราช ภิยฺโย ปวิส เจติย ฯ #๑ ม. กิญฺจนํ ฯ ๒ ม. มา ตฺวํ ฯ
ถิโยว ตสฺส ชายนฺติ น ปุมา ชายเร กุเล โย ชานํ ปุจฺฉิโต ปญฺหํ อญฺญถา นํ วิยากเร สเจ หิ สจฺจํ ภณสิ โหหิ ราช ยถา ปุเร มุสา เจ ภาสเส ราช ภิยฺโย ปวิส เจติย ฯ
ปุตฺตา ตสฺส น ภวนฺติ ปกฺกมนฺติ ทิโสทิสํ โย ชานํ ปุจฺฉิโต ปญฺหํ อญฺญถา นํ วิยากเร สเจ หิ สจฺจํ ภณสิ โหหิ ราช ยถา ปุเร มุสา เจ ภาสเส ราช ภิยฺโย ปวิส เจติย ฯ
ส ราชา อิมินา ปตฺโต ๑ อนฺตลิกฺขจโร ปุเร ปาเวกฺขิ ปฐวึ เปจฺโจ หีนตฺโต อตฺตปริยายํ ๒ ตสฺมา หิ ฉนฺทาคมนํ นปฺปสํสนฺติ ปณฺฑิตา อทุฏฺฐจิตฺโต ภาเสยฺย คิรํ สจฺจูปสญฺหิตนฺติ ฯ เจติยราชชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๑๑๖๓
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗