สมุคคชาดก
ว่าด้วยเปรียบหญิงมีอาการคล้ายก้นเหว
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๙๒ · บรรทัด ๕๓๕๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ. ภิกษุผู้กระสัน จึงได้ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า กุโต นุ อาคจฺฉถ ดังนี้.
ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุผู้กระสันนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอกระสันจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ดังนี้ รู้ว่า ดูก่อนภิกษุ เธอปรารถนามาตุคามเพราะเหตุไร ? ขึ้นชื่อว่ามาตุคามไม่ใช่สัตบุรุษุ เป็นอกตัญญู แม้ยักษ์ทานพในกาลก่อน กลืนมาตุคามเข้าไว้ในท้องพาเที่ยวไป ก็ยังไม่อาจรักษามาตุคาม ทำให้เธอมีสามีคนเดียวได้ เธอจักอาจรักษาได้อย่างไร ดังนี้แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์สละกามเข้าไปในดินแดนป่าหิมพานต์ บวชเป็นฤาษี ได้อภิญญาและสมาบัติแล้ว ดำรงชีพอยู่ด้วยผลไม้น้อยใหญ่ณ ที่ไม่ไกลบรรณศาลาของพระโพธิสัตว์นั้น มียักษ์ทานพตนหนึ่งอยู่ยักษ์นั้นเข้าไปหาพระมหาสัตว์ ฟังธรรมอยู่เสมอ ๆ อนึ่ง ยักษ์นั้นมักไปอยู่ที่หนทางที่มนุษย์ทั้งหลายสัญจรไปมาในดง เห็นมนุษย์เดินทางมาก็จับกินเสีย.
ครั้งนั้น ในแคว้นกาสี มีนางกุลธิดาคนหนึ่ง มีรูปร่างสวยงามมาก อาศัยอยู่ ณ ปัจจันตคามแห่งหนึ่ง วันหนึ่ง นางมาเพื่อจะเยี่ยมมารดาบิดา ในเวลากลับทานพนั้นเห็นพวกบริวารของนาง จึงวิ่งขับไล่ด้วยรูปร่างที่น่ากลัว พวกบริวารที่ถือข้าวของไปต่างก็พากันทิ้งสิ่งของหนีไปสิ้น ทานพเห็นมาตุคามรูปงามนั่งมาในยาน เกิดจิตปฏิพัทธ์จึงนำไปถ้ำของตนเลี้ยงดูเป็นภรรยา ตั้งแต่นั้นมา ทานพได้นำเนยใสข้าวสาร ปลา เนื้อ เป็นต้น และผลไม้ที่อร่อยมาเลี้ยงดูภรรยา และประดับนางด้วยเครื่องประดับคือผ้า ให้นางนอนในมุคมีสัณฐานเหมือนขวด แล้วกลืนสมุคนั้นเข้าไว้ในท้อง พิทักษ์รักษาภรรยาด้วยท้อง
วันหนึ่ง ทานพนั้นไปสระน้ำแห่งหนึ่งเพื่อจะอาบน้ำ คายสมุคออกแล้วเอานางออกจากสมุคนั้นให้อาบน้ำ ทาแป้ง แต่งกาย แล้วกล่าวว่า เธอจงตากอากาศสักครู่หนึ่ง ให้นางยืนอยู่ใกล้ ๆ สมุค ตนเองก็ลงไปที่ท่าน้ำ มิได้มีความสงสัยภรรยา จึงได้ไปอาบไกลไปหน่อยขณะนั้น วิทยาธรชื่อวายุบุตรเหน็บพระขรรค์เหาะมา นางนั้นเห็นวิทยาธรแล้วยกมือชูขึ้นเป็นเชิงให้รู้ว่า มานี่เถิดท่าน วิทยาธรก็ลงมาทันที ลำดับนั้น นางเอาวิทยาธรนั้นใส่ในสมุค คอยแลดูทางมาของทานพ พลางนั่งลงบนสมุค ครั้นเห็นทานพมาก็แสดงตนแก่ทานพนั้นเมื่อทานพยังไม่ทันถึงสมุค นางก็เปิดสมุคแล้วเข้าไปข้างในนอนทับวิทยาธรแล้วเอาผ้าห่มของตนคลุมไว้ ทานพมาไม่ได้ตรวจตราสมุคให้ดีก่อน กลืนสมุคเข้าไปด้วยเข้าใจว่าเมียเราคนเดียวไปถ้ำของตน ในระหว่างทางคิดว่า เราไม่ได้เยี่ยมท่านดาบสเสียนาน วันนี้เราจักนมัสการท่านก่อน จึงไปสู่สำนักท่านดาบส ดาบสเห็นทานพนั้นมาแต่ไกลรู้ว่ามีคนสองคนอยู่ในท้อง เมื่อจะเจรจา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
แน่ะท่านผู้เจริญทั้งสาม ท่านพากันมา จากที่ไหนหนอ ท่านทั้งหลายมาดีแล้ว เชิญ มานั่งที่อาสนะนี้เถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่าน ทั้งหลายเห็นจะสุขสบายดี ไม่มีความเจ็บไข้ กระมัง นานมาแล้ว ท่านทั้งหลายเพิ่งมาใน ที่นี้. ศัพท์ว่า โภ ในคาถานั้นเป็นอาลปนะ.
บทว่า กจฺจิตฺถ เท่ากับ กจฺจิ โหถ ภาถ วิชฺชถ ความว่าท่านทั้งหลายจำเริญดีแลหรือ ? ดาบสเมื่อจะทักทายอีกจึงกล่าวว่า โภนฺโต แปลว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย. สองบทว่า กุสลํ อนามยํ ความว่าท่านทั้งหลายเห็นจะเป็นสุขสบายดีไม่มีโรคกระมัง ? บทคาถาว่า จิรสฺสพฺภาคมนํ หิ โว อิธ ความว่า นานแล้วท่านทั้งหลายเพิ่งมาในที่นี้วันนี้.
ทานพได้ฟังดังนั้น คิดว่า เรามาสำนักท่านดาบสนี้คนเดียวเท่านั้น แต่ท่านดาบสนี้กล่าวว่าสามคน ท่านดาบสกล่าวดังนี้ เพราะเหตุไร ท่านดาบสนี้รู้ภาพความจริงจึงกล่าวหรือ หรือว่าเป็นบ้าจึงเพ้อไป เข้าไปหาท่านดาบสนมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อจะเจรจากับท่านดาบสนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
วันนี้ข้าพเจ้ามาถึงที่นี้คนเดียวเท่านั้น ใครผู้ที่จะเป็นที่สองของข้าพเจ้าก็มิได้มี ข้าแต่พระฤาษีคำที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า แน่ะ ท่านผู้เจริญทั้งสาม ท่านพากันมาจากที่ไหน หนอ ? ดังนี้ หมายถึงอะไร ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธมชฺช ตัดบทเป็น อิธ อชฺช บทคาถาว่า กิเมว สนฺธาย เต ภาสิตํ อิเส ความว่า ข้าแต่พระฤาษีผู้เจริญ คำที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวนั้นหมายถึงอะไร ? ขอท่านจงบอกให้แจ่มแจ้งแก่ข้าพระเจ้าเถิด.
ท่านดาบสย้อนถามว่า อาวุโส ท่านต้องการฟังจริง ๆ หรือ ? เมื่อทานพตอบว่า จริงครับ จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงฟังดังนี้แล้วจึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ท่านคนหนึ่ง และภรรยาที่รักของท่าน ที่ท่านใส่ไว้ในสมุคคนหนึ่ง ภรรยาที่ท่านใส่ไว้ ในท้อง รักษาไว้ทุกเมื่อนั้น ร่วมยินดีกับ วิทยาธรชื่อว่าวายุบุตรภายในท้องของท่านนั้น อีกคนหนึ่ง.
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ตฺวญฺจ เอโก คืออันดับแรกท่านคนหนึ่ง. บทว่า ปกฺขิตฺตนิกิณฺณมนฺตเร ความว่า ที่ท่านใส่สมุคเก็บไว้ข้างใน คือที่ท่านผู้ต้องการจะรักษาภริยานั้นทุกเมื่อ จึงใส่ไว้ในสมุคนั้น เก็บไว้ข้างในคือวางไว้ภายในท้องพร้อมทั้งสมุค. สองบทว่า วายุสฺส ปุตฺเตน สหา คือร่วมยินดีกับวิทยาธรผู้มีชื่ออย่างนี้. บทว่าตหึ รตา คือร่วมยินดีด้วยความยินดี ด้วยอำนาจกิเลสภายในท้องของท่านนั้นนั่นแหละ. ท่านดาบสนั้นกล่าวว่า บัดนี้ ท่านคิดว่า เราจักทำมาตุคามให้มีสามีคนเดียว จึงพิทักษ์รักษาไว้ด้วยท้อง เที่ยวอุ้มแม้ชายชู้ของนางไปอยู่.
ทานพได้ฟังดังนั้นก็สะดุ้งกลัวว่า ธรรมดาวิทยาธรย่อมมีมายามาก ถ้าวิทยาธรนั้นมีพระขรรค์อยู่ในมือก็จักผ่าท้องเราหนีไป จึงคายสมุควางไว้ตรงหน้าทันที.
พระศาสดาผู้เป็นอภิสัมพุทธะ เมื่อจะทรงประกาศความเป็นไปนั้น จึงได้ตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :-
ทานพนั้นอันฤาษีชี้แจงให้ฟังแล้ว ก็มี ความสลดใจสะดุ้งกลัว จึงคายสมุคออกมา เปิดดู ได้เห็นภรรยาผู้ทัดทรงดอกไม้อันสะอาด ร่วมยินดีกับวิทยาธรชื่อว่า วายุบุตรในสมุคนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทฺทกฺขิ คือเปิดสมุคแล้วจึงได้เห็น.
พอทานพเปิดสมุคขึ้นเท่านั้น วิทยาธรก็ร่ายวิชา ถือพระขรรค์เหาะไปในอากาศ ทานพเห็นดังนั้นก็มีความยินดีต่อพระมหาสัตว์ จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือมีความสรรเสริญเป็นเบื้องต้นว่า :-
เหตุข้อนี้ ท่านผู้ประพฤติตบะชั้นสูง เห็นดีแล้ว นรชนทั้งหลายเหล่าใดเป็นคน เลวทราม ตกอยู่ในอำนาจแห่งความชื่นชม ยินดี นรชนทั้งหลายเหล่านั้น ได้แก่ตัวเราเอง เพราะว่าภรรยาที่เรารักษาไว้ในท้อง เพียงดัง ชีวิต กลับมาประทุษร้ายเราไปชื่นชมยินดีกะ บุรุษอื่น. เราบำรุงบำเรอภรรยานั้นทั้งกลางวัน กลางคืน เหมือนดาบสผู้มีตบะอยู่ในป่าบำเรอ บูชาไฟอันลุกโชนฉะนั้น นางยังก้าวล่วงธรรม ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เราไม่ควรเชยชิด ภรรยาผู้ร่าเริงเช่นนี้. เรามักมั่นใจหญิงผู้ไม่มีความสงบ ไม่ สำรวมว่าอยู่ในท่ามกลางสรีระของเรา และมั่น ใจว่าเป็นภรรยาของเรา ดังนั้น นางจึงก้าวล่วง ธรรม ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เราไม่ควร เชยชิตภรรยาผู้ร่าเริงเช่นนี้. บัณฑิตจะพึงวางใจว่า หญิงนี้เรารักษา ไว้ดีแล้วดังนี้อย่างไรได้ อุบายที่จะป้องกัน รักษาหญิงผู้มีหลายใจไม่พึงมีโดยแท้ เพราะว่า หญิงเหล่านั้นมีอาการคล้ายกับเหวที่เรียกกันว่า บาดาล บุรุษผู้ประมาทในหญิงเหล่านั้น ย่อม ถึงความพินาศทั้งนั้น. เพราะเหตุนั้นแหละ ชนเหล่าใดไม่ เที่ยวคลุกคลีกับมาตุคาม ชนเหล่านั้นเป็นผู้มี ความสุขไร้โศก ความประพฤติไม่คลุกคลี กับมาตุคามนี้ เป็นคุณนำความสุขมาให้ ผู้ ปรารถนาความเกษมอันอุดม ไม่ควรเชยชิด ด้วยมาตุคามทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุทิฏฺรูปุคฺคตปานุวตฺตินา ความว่าข้าแต่พระฤาษีผู้เจริญ เหตุอันนี้ ท่านผู้ประพฤติตบะชั้นสูงเห็นดีแล้ว. บทว่า หีนา คือเป็นคนต่ำ. บทว่า ยถา หเว ปาณริเวตฺถ รกฺขิตา ความว่า ภรรยานี้ที่เราดูแลรักษาไว้ในที่นี้คือภายในท้องนี้เพียงดังชีวิตของตน. สองบทว่า ทุฏฺา มยิ ความว่า บัดนี้ กลับมาทำกรรมของผู้ประทุษร้ายมิตร ประทุษร้ายเราไปชื้นชมยินดีกะบุรุษอื่น. บทว่าโชติริวา วเน วสํ ความว่า เราบำรุงคือบำเรอภรรยานั้นเหมือนฤาษีผู้มีตบะอยู่ในป่าบำเรอไฟฉะนั้น. บทว่า สา ธมฺมมุกฺกมฺม ความว่าภรรยานั้นยังก้าวล่วงคือล่วงเกินธรรม. บทว่า อกฺรียรูโป เท่ากับ อกตฺตพฺพรูโป แปลว่า ไม่ควรทำ. บทว่า สรีรมชฺฌมฺหิ ิตาติ มญฺิหํ มยฺหํ อยนฺติ อสตํ อสญฺตํ ความว่า เรามักมั่นใจหญิงนี้ผู้ไม่มีความสงบ คือผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษผู้ไม่สำรวมคือผู้ทุศีลว่าอยู่ในท่ามกลางสรีระของเรา แต่มั่นใจว่า ดังนี้ เป็นภรรยาของเรา. บทว่า สุรกฺขิตมฺเมติ กถนฺนุ วิสลเส ความว่า บัณฑิตจะพึงวางใจอย่างไรได้ว่า หญิงนี้เรารักษาไว้ดีแล้ว แม้แต่คนเช่นเรารักษาภรรยาไว้ในท้องของตนแท้ ๆ ยังไม่อาจรักษาไว้ได้. บทว่า ปาตาล ปปาตสนฺนิภา ความว่า ชื่อว่ามีอาการคล้ายกับเหว ที่เรียกกันว่าบาดาลในมหาสมุทร เพราะหญิงเหล่านั้นเป็นผู้ยากที่บุคคลจะให้เต็มด้วยความยินดีของชาวโลกได้. บทว่า เอตฺถปฺปมตฺโต ความว่า บุรุษผู้ประมาทในหญิงผู้ไร้คุณแบบนี้เหล่านั้น ย่อมถึงความพินาศใหญ่. บทว่า ตสฺมา หิ ความว่า เพราะผู้ตกอยู่ในอำนาจของมาตุคาม ย่อมถึงความพินาศใหญ่ ฉะนั้นชนเหล่าใดไม่เที่ยวคลุกคลีกับมาตุคาม ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้มีความสุข. บทว่า เอตํ สวํ ความว่า ความประพฤติของบุคคลผู้ไม่คลุกคลีคือไม่เกี่ยวข้องกับมาตุคามนี้เป็นความสุข คือเป็นความดี ได้แก่เป็นความเกษมอันอุดมอันบุคคลพึงปรารถนา ผู้ปรารถนาความเกษมอันอุดมนั้น ไม่ควรทำความเชยชิดสนิทสนมกับ มาตุคามเลย.
ก็แหละ ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ทานพได้หมอบลงแทบเท้าของพระมหาสัตว์ กล่าวสรรเสริญชื่นชมพระมหาสัตว์ว่า ข้าพเจ้าได้ชีวิตไว้เพราะอาศัยท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่ถูกนางผู้มีธรรมลามกนี้ใช้ให้วิทยาธรฆ่า แม้พระมหาสัตว์ ครั้นแสดงธรรมแก่ทานพนั้นแล้วกล่าวว่า ท่านอย่าได้ทำกรรมชั่วอะไร ๆ แก่หญิงนี้ จงรับศีล ให้ทานพนั้นตั้งอยู่ในศีลห้า ทานพคิดว่า แม้เราจะพิทักษ์รักษาด้วยท้อง ก็ยังไม่อาจรักษาหญิงนั้นไว้ได้ คนอื่นใครเล่าจะรักษาได้ จึงส่งนางนั้นไปแล้ว ตนเองก็เข้าป่าอันเป็นที่อยู่ของตน.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ให้ทรงประกาศสัจธรรมเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสัน ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า ดาบสผู้มีทิพยจักษุในครั้งนั้นคือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสมุคคชาดกที่ ๑๐
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๗๒๑–๗๒๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
นวกนิบาตชาดก ๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
ภาษาไทย ฉบับหลวง
ดูกรท่านผู้เจริญ ท่านทั้งสามคนพากันมาจากที่ไหนหนอ ท่าน ทั้งหลายมาดีแล้ว เชิญมานั่งที่อาสนะนี้เถิด ท่านผู้เจริญทั้งหลายเห็นจะ จะสุขสบายดี ไม่มีความป่วยไข้กระมัง นานมาแล้ว ท่านทั้งหลายพึ่ง มาในที่นี้?
เราคนเดียวเท่านั้นมาถึงที่นี้ในวันนี้เอง อนึ่ง ใครที่จะเป็นคนที่สอง ของเราก็ไม่มี ข้าแต่พระฤาษี คำที่ท่านกล่าวว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ท่าน ทั้งสามคนพากันมาจากที่ไหนหนอ ดังนี้ หมายถึงอะไร?
ท่านคนหนึ่ง และภรรยาที่รักของท่านที่ท่านใส่ไว้ในสมุคคนหนึ่ง ภรรยา ที่ท่านรักษาไว้ในท้องของท่านทุกเมื่อ ยินดีอยู่กับวิชาธรชื่อว่าวายุบุตร ภายในท้องของท่านนั้นอีกคนหนึ่ง.
อสูรนั้นอันฤาษีชี้แจงให้ฟังแล้ว ก็เกิดความสลดใจ จึงคายสมุค ออกมา ณ ที่นั้น ได้เห็นภรรยาผู้ทัดทรงดอกไม้อันสะอาด ยินดีอยู่กับ วิชาธรชื่อว่าวายุบุตร ในสมุคที่อยู่ในท้องของตนนั้น.
เหตุอันนี้ ท่านผู้ประพฤติตบะชั้นสูงเห็นดีแล้ว นรชนเหล่าใดเป็น คนเลวทราม ตกอยู่ในอำนาจแห่งความชื่นชมยินดี นรชนเหล่านั้นได้ แก่ตัวเราเอง เพราะว่าภรรยาที่เรารักษาไว้ในท้องเพียงดังชีวิต กลับมา ประทุษร้ายเรา ไปชื่นชมยินดีกะบุรุษอื่น.
ภรรยานั้นเราบำรุงบำเรอทั้งกลางวันกลางคืน ดุจไฟอันโชติช่วงที่ดาบสผู้มี ตบะอยู่ในป่าบำเรอฉะนั้น ภรรยานั้นก้าวล่วงธรรมมาประพฤติสิ่งที่ไม่ เป็นธรรม กายเชยชิดสนิทสนมกับภรรยาผู้ร่าเริง เราไม่ควรทำเลย.
เรามาสำคัญเสียว่า ภรรยาอยู่ในท่ามกลางสรีระ และมาสำคัญหญิง ผู้ไม่มีความสงบไม่สำรวมว่า หญิงนี้เป็นภรรยาของเรา ภรรยาของเรานั้น ก้าวล่วงธรรมมาประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม การเชยชิดสนิทสนมกับภรรยา ผู้ร่าเริง เราไม่ควรทำเลย.
บัณฑิตจะพึงวางใจอย่างไรได้ว่า หญิงนี้เรารักษาไว้ดีแล้ว วิธีที่จะ ป้องกันรักษาหญิงผู้มีหลายใจ ไม่พึงมีโดยแท้ เพราะว่าหญิงเหล่านั้นมี อาการคล้ายก้นเหวที่เรียกกันว่าบาดาล บุรุษผู้ประมาทในหญิงเหล่านั้น ย่อมถึงความพินาศทั้งนั้น.
เพราะเหตุนั้นแหละ ชนเหล่าใดไม่เที่ยงคลุกคลีกับมาตุคาม ชนเหล่า นั้นมีความสุขปราศจากความโศก ความประพฤติไม่คลุกคลีกับมาตุคามนี้ เป็นคุณนำความสุขมาให้ บุคคลผู้ปรารถนาความเกษมอันอุดม ไม่พึงทำ ความเชยชิดสนิทสนมกับมาตุคามเลย. จบ สมุคคชาดกที่ ๑๐.
ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๑๒๙๒
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗